<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125</id><updated>2011-08-16T16:34:31.886+07:00</updated><title type='text'>pomgoodbooks</title><subtitle type='html'>If you follow all your dream you might get lost</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>33</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-1295108539893829870</id><published>2009-08-19T13:56:00.000+07:00</published><updated>2009-08-19T13:58:39.107+07:00</updated><title type='text'>Stop the World!  I want to get off !</title><content type='html'>ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมอ่านพบคำพูดนี้จากหนังสือเล่มใด แต่จากคำพูดนี้มันทำให้ผมหวนนึกออกในอีกหลาย ๆ เรื่องที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต  สิ่งที่เคยเป็น วันนี้เปลี่ยนไป ทุกสิ่งคงหนีไม่พ้นกฏแห่งการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป&lt;br /&gt;ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง เราในฐานะผู้อยู่ในสังคม ในโลก ก็คงมีหน้าที่ต้องปรับจูนตัวเองให้สามารถเคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้  ผมเองอาจจะโชคดีที่บังเอิญมีชีวิตอยู่ระหว่างจุดเปลี่ยนของยุคพอดี เมื่อโลกเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์หรือยุคอินเตอร์เน็ตผมก็ยังพอมีแรงที่จะเคลื่อนตัวเองไปกับมันได้ ผมเคยทำงานด้วยกระดาษ ปากกา ปัญญา และความอุตสาหะ แล้วผมก็มีโอกาสได้ตื่นเต้นไปกับการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ที่รวดเร็ว แม่นยำ และสะดวกสบาย บางครั้งผมก็ลืมความรู้สึกและบรรยากาศของการทำงานในยุคกระดาษปากกาไปได้เหมือนกัน จนกระทั่งบางวันที่ระบบคอมพิวเตอร์เกิดรวนขึ้นมา ทุกคนบอกว่าทำงานไม่ได้เพราะระบบล่ม วันนั้นนั่นแหละที่ทำให้ผมเริ่มนึกย้อนไปถึงวันเก่า ๆ ที่เราก็ยังทำงานได้โดยปราศจากอินเตอร์เน็ต ไม่มีคอมพิวเตอร์ &lt;br /&gt;ย้อนกลับไปถึงตอนเรียนหนังสือสมัยมัธยม เมื่อคุณครูมอบหมายให้นักเรียนทำรายงาน นั่นคือบททดสอบในหลาย ๆ ด้านของนักเรียนเลยทีเดียว นักเรียนจะได้รู้จักเรียนรู้เริ่มต้นจากการจัดเวลาของตัวเอง เพราะการหาข้อมูลที่จะมาทำรายงานนั้นจะต้องดั้นด้นไปค้นหาที่ห้องสมุดและบางครั้งต้องเดินทางไปถึงห้องสมุดแห่งชาติในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จากนั้นก็ต้องขลุกอยู่กับแหล่งข้อมูลนั่งจดนั่งคัดลอกออกมา แล้วนำมาเขียนด้วยลายมือลงในกระดาษฟูลแก๊ป หากต้องใช้ภาพประกอบก็ต้องหารูปจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้กระทั่งวาดเองขึ้นมา แล้วนำมาประกอบเป็นเล่ม ทำหน้าปกให้สวยด้วยจินตนาการตัวเอง จึงต้องมีเวลากับภาระดังกล่าวพอสมควรทุกอย่างได้รับการตรวจทานและผ่านสายตาไม่น่าจะน้อยกว่าสองสามครั้ง &lt;br /&gt;แต่ทุกวันนี้การทำรายงานไม่ว่าจะเรื่องอะไรที่คุณครูมอบหมายให้นักเรียนนั้น มันสามารถจัดการทุกอย่างให้เสร็จได้ภายในคืนเดียวด้วยซ้ำ โดยใช้คอมพิวเตอร์ อาจจะไปเสิร์ทในกูเกิ้ล แล้วข้อมูลดังกล่าวก็จะไหลออกมาให้ copy และนำไป paste ลงใน Microsoft word อีกที ทั้งภาพและตัวอักษร จากนั้นสั่ง print เป็นอันเสร็จ สะดวกรวดเร็วกว่ายุคก่อนมาก&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งที่ผมสงสัยก็คือ การทำรายงานในเรื่องใดก็ตาม ความต้องการของคุณครูคือให้เด็กได้รู้จักค้นคว้า ได้อ่านข้อมูล ซึ่งการใช้เวลาไปกับสิ่งนั้นจะทำให้ได้รับความรู้โดยไม่รู้ตัว เล่มรายงานที่ทำเสร็จนั้นอาจสำคัญไม่เท่าขั้นตอนต่าง ๆ ที่สร้างมันขึ้นมา &lt;br /&gt;แต่ด้วยวิธีการยุคใหม่ ผมไม่มั่นใจว่าเด็ก ๆ จะได้อ่านข้อมูลเหล่านั้นหรือเปล่า&lt;br /&gt;เกิดโชคร้าย เด็ก ๆ แค่อยากทำรายงานส่งครูให้มันเสร็จ ๆ เมื่อเสิร์ชเข้าไปในกูเกิ้ลเจอสิ่งที่อยากได้ หัวข้อตรง ก็ก๊อปแปะจบ ด้วยความเร็วและสะดวกขนาดนี้เด็กยุคใหม่จะมีรายงานที่สวยงามและข้อมูลแน่น โดยที่พวกเขาอาจจะไม่ได้ความรู้เลยหรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่ได้คะแนน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในยุคโน้น การจะมีแฟนสักคน การจะมีความรักสักครั้ง มันช่างลำบากและต้องใช้ขั้นตอนที่ต้องใช้ความอุตสาหะไม่แพ้การทำรายงานส่งครู ลองคิดตามนะครับสำหรับเด็ก ๆ ยุคใหม่ที่อาจจะนึกภาพบรรยากาศในยุคนั้นไม่ออก&lt;br /&gt;ปัจจัยที่มาอันดับแรกคือเรื่องเวลา เด็กยุคโน้นดูเหมือนจะไม่ค่อยมีโอกาสไปเตร็ดเตร่ที่ไหนมากนัก สถานที่ที่จะให้ไปเที่ยวหลังเลิกเรียนก็เห็นจะมีแต่สยาม ร้านเหล้าไม่ต้องพูดถึง เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสที่เราจะได้ไปพบใครที่ถูกใจสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากบนรถเมลหรือตามงานนิทรรศการที่จะจัดขึ้นตามโรงเรียนต่าง ๆ และเมื่อพบและรู้จักกันแล้ว ก็จะไม่มีโอกาสได้พบเจอหรือพูดคุยกันบ่อยนัก ยุคนั้นบ้านไหนมีโทรศัพท์ที่บ้านก็นับว่าเป็นบ้านที่มีฐานะดีพอสมควร เพราะค่าติดตั้งนั้นแพงมาก ๆ &lt;br /&gt;สำหรับเด็กจน ๆ ที่ร่ำรวยความรักก็คงต้องใช้พึ่งพาจดหมาย การนั่งเขียนจดหมายถือเป็นเวลาที่มีความสุขอีกช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับการที่ต้องเดินเลือกซื้อกระดาษเขียนจดหมายที่คิดว่าเขาหรือเธอจะถูกใจ การเลือกใช้ซองที่เข้ากันได้อย่างดีกับกระดาษที่เลือก ขั้นตอนเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการทำให้ความรักนั้นมั่นคงและจริงใจ  หลังจากส่งจดหมายรักออกไป ก็จะต้องมาคอยใจจดใจจ่อรอจดหมายตอบกลับอย่างตื่นเต้นทุกวัน มันตื่นเต้นทุกขั้นตอนเลยจริง ๆ การใช้จดหมายเป็นสื่อกลางเพื่อการนัดหมายทำให้การจะพบกันแต่ละครั้งของหนุ่มสาวมีความสำคัญ และนั่นอาจทำให้ความรักและการนัดหมายทุกครั้งดูมีค่ามากกว่าทุกวันนี้ที่การนัดหมายทำกันได้อย่างง่ายๆ เพราะทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ นัดกันได้ทันทีและบอกเลิกนัดกันได้อย่างง่ายดาย อาจจะเป็นสาเหตที่ทำให้ความรักและการนัดหมายของหนุ่มสาวยุคนี้ดูฉาบฉวยและไม่ค่อยมีความสำคัญเท่ากับหนุ่มสาวในยุคนั้น&lt;br /&gt;ผมไม่ทราบหรอกครับว่า แล้วตกลงยุคไหนดีกว่ากัน ในแต่ละยุคก็มีข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง น่าจะอยู่ที่คนในยุคนั้น ๆ ว่าจะมีวิธีปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ร่วมในยุคสมัยนั้น ๆ อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดและมีความสุขมากที่สุด &lt;br /&gt;หาก รายงาน หรือ คนรัก  เปรียบได้กับเป้าหมายของชีวิตที่เราพยายามเดินไปให้ถึง สำหรับผม ผมชอบการเดินทอดน่องและมีความสุขกับการมองความสวยงามของสองข้างทางไปด้วย ส่วนจะถึงจุดหมายเมื่อไรนั้นค่อยมาว่ากันทีหลัง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-1295108539893829870?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/1295108539893829870/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=1295108539893829870' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/1295108539893829870'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/1295108539893829870'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2009/08/stop-world-i-want-to-get-off.html' title='Stop the World!  I want to get off !'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-2564173325075694581</id><published>2009-03-20T14:33:00.000+07:00</published><updated>2009-03-20T14:35:46.099+07:00</updated><title type='text'>สนามความคิด OFFICE’S STORIES</title><content type='html'>เป็นคอลัมน์ที่ตั้งใจจะนำเรื่องราวและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิตในทุก ๆ มิติ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับด้านใด ๆ ของชีวิตการทำงาน มาพูดคุยและเปิดโอกาสให้คนอ่านร่วมส่งผ่านความคิดเห็น และแสดงวิธีการแก้ปัญหาเข้ามาในคอลัมน์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหนึ่งชีวิตของคน หากแบ่งเป็นช่วงใหญ่ ๆ ในแต่ละวัย คงเริ่มต้นกันที่ วัยเยาว์ วัยเรียน และวัยทำงาน มีการแข่งขันใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในชีวิตเราอย่างน้อย ๆ ก็สองครั้ง คือการสอบเข้าเรียนและการสอบเข้าทำงาน ปัจจุบันการแข่งขันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ กว่าเมื่อก่อนนี้ การสอบเอ็นทรานซ์มีคนสมัครสอบมากขึ้นในขณะที่ความต้องการและความสามารถในการรับนักศึกษาเข้าเรียนมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการที่จะเข้ามหาวิทยาลัยที่เชื่อกันว่าดีนั้นมีจำนวนมากเกินกว่าที่จะสามารถรับได้ ค่านิยมและความเชื่อเดิม ๆ ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยเปิดและมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดขึ้นมามากมาย แต่นักเรียนทั้งหมดก็ยังคงมุ่งหน้าแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อที่จะเข้าเส้นชัยให้ได้&lt;br /&gt;เมื่อสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หลายคนโล่งใจ อย่างน้อยก็ผ่านการแข่งขันสนามแรกมาได้แล้ว แต่การแข่งขันที่รออยู่เบื้องหน้านั้นมันช่างยากเย็นยิ่งกว่าหลายร้อยเท่า เพราะนักศึกษาที่เรียนจบออกมาปี ๆ หนึ่งนั้นมันมีจำนวนมากกว่าอัตราการจ้างงานในแต่ละองค์กรอย่างมาก นี่ยังไม่นับถึงการแข่งขันเพื่อที่จะได้เข้าทำงานในบริษัทหรือองค์กรที่มีชื่อเสียงและมั่นคง ยิ่งต้องมีการแข่งขันกันสูงยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้สมัครนอกจากจะต้องเอาชนะคู่แข่งจากการสอบทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์แล้ว เราจะทำอย่างไรให้โดดเด่นกว่าคนอื่น ทำอย่างไรให้ชนะใจกรรมการ ทำอย่างไรให้ตัวเรานั้นเข้าตากรรมการ วันนี้หากเรามาตั้งเป้าว่า จะทำอย่างไรให้ชนะใจกรรมการและได้งาน คุณ ๆ ผู้อ่านคิดว่ามีวิธีใดบ้างที่จะสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเราในวันที่เราต้องไปแข่งขันเพื่อให้ได้รับเลือกและเข้าทำงานในองค์กรเป้าหมาย&lt;br /&gt;เรามาเริ่มต้นกันที่จะต้องทำอะไรบ้าง มีขั้นตอนอะไรบ้าง ก่อนที่เราจะเข้าไปถึงสนามแข่งขัน &lt;br /&gt;สมมติว่าวันนี้ผมสำเร็จการศึกษา ผมอยากทำงานในตำแหน่งครีเอทีฟหรือก็อปปี้ ไรท์เตอร์ในบริษัทโฆษณา สิ่งที่ผมจะต้องทำคือ เปิดหนังสือพิมพ์ เปิดเว็บไซด์ หาข้อมูลว่ามีบริษัทโฆษณาใดบ้าง ที่ต้องการรับสมัครพนักงานในตำแหน่งที่ผมต้องการ สมมติว่าหาแล้วไม่มีบริษัทไหนลงประกาศรับเลย คุณคิดว่าคุณจะทำอย่างไรต่อไป ยกเลิกความฝันแล้วไปมองหางานอื่น หรือยังคงมุ่งมั่นค้นหาและนั่งรอนอนรอต่อไปจนกว่าจะพบประกาศรับสมัครของบริษัทที่ต้องการครีเอทีฟ &lt;br /&gt;นอกจากสองทางเลือกนี้ มันมีทางอื่นอีกหรือไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นคุณ ๆ จะทำอย่างไร &lt;br /&gt;ถ้าเป็นผม ผมจะยังคงความฝันของตัวเองเอาไว้ แต่จะไม่นั่งรอประกาศรับสมัคร ผมจะไปค้นหาที่อยู่ของบริษัทแล้วส่งใบสมัครไปทิ้งไว้ทุกที่เลย ไม่ต้องรอให้เขาประกาศรับ ร่อนใบสมัครไปทุกที่เลย พอถึงวันที่เขาขาดครีเอทีฟหรือว่าต้องการรับครีเอทีฟเพิ่ม เราก็จะเป็นคนแรก ๆ เลยที่เขาจะเรียกไปสัมภาษณ์หรือทดสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมมติต่อไปอีกว่าหากมีคนคิดแบบนี้เหมือนกันหลายคน ก็จะมีใบสมัครแบบเดียวกับเราอีกหลายใบ ทีนี้จะทำยังไงดีให้เราโดดเด่นและประทับใจกรรมการเหนือกว่าคนอื่น ๆ เหนือกว่าใบสมัครใบอื่น ๆ &lt;br /&gt;แน่นอนในใบสมัครทุกใบก็คงมีรายละเอียดทั่วไปบวกประวัติการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่จบมา กรรมการก็คงต้องดูจากข้อมูลเหล่านี้ ใบสมัครที่ระบุว่านิเทศน์ศาสตร์ จุฬา ก็คงจะน่าสนใจและได้เปรียบใบสมัครใบอื่น ๆ และสมมติต่อไปอีกว่า ในรายละเอียดการศึกษาของคุณไม่ได้จบมาทางนี้ เช่นคุณจบมาทางเศรษฐศาสตร์ และยังมาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คุณจะทำอย่างไรล่ะที่นี้ แม้จะตัดหน้าคนอื่นโดยส่งใบสมัครไปดักรอไว้ก่อน แต่ก็ต้องไปเจอกับคนที่คิดเหมือนกัน แต่มาจากสถาบันและคณะที่ตรงกับตำแหน่งมากกว่า &lt;br /&gt;แม้จะรู้ตัวเองดีว่า คุณนั้นเป็นครีเอทีฟเต็มตัวและหัวใจ&lt;br /&gt;คิดมาถึงตรงนี้คุณก็มีทางเลือกสองทาง หนึ่งเลิกล้มความฝันแล้วผันตัวเองไปสมัครงานในตำแหน่งที่ตรงกับที่เรียนจบมา หรือสองรอโชคช่วยและลุ้นว่าอาจจะไม่มีใบสมัครของเด็กนิเทศน์จุฬาเลยก็ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นคุณ ๆ จะทำอย่างไร&lt;br /&gt;ถ้าเป็นผม ผมจะทำใบสมัครที่มันแหกคอก ออกไปจากรูปแบบของใบสมัครงานทั่วไป เช่น ทำเป็นแมกกาซีนแอด ทำเป็นหนังโฆษณา ทำเป็นสปอตวิทยุ หรืออะไรก็ได้ที่สามารถแสดงออกให้กรรมการเขารู้ว่า เราเข้าใจงานโฆษณาและเหมาะสมอย่างที่สุดแล้วที่จะเข้ารับตำแหน่งครีเอทีฟ&lt;br /&gt;ผมจะแทนตัวเองเป็นสินค้า แล้วคิดไอเดียเด็ด ๆ ให้โดนใจกรรมการไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดเห็นเป็นอย่างไร มีไอเดียเด็ด ๆ โยนลงสนามมาเลยนะครับ เพื่อน ๆ รออ่านอยู่&lt;br /&gt;ส่งมาที่ pom_goodbooks@hotmail.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-2564173325075694581?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/2564173325075694581/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=2564173325075694581' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/2564173325075694581'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/2564173325075694581'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2009/03/offices-stories.html' title='สนามความคิด OFFICE’S STORIES'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-2464547508661989974</id><published>2009-02-27T18:24:00.000+07:00</published><updated>2009-02-27T18:25:01.710+07:00</updated><title type='text'>มาทำงานตรงเวลาหรือว่ามาสายกลับดึก ดีกว่ากัน</title><content type='html'>เมื่อสมัยเริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ ผมไปทำงานแต่เช้าและกลับบ้านดึก การไปทำงานแต่เช้าเป็นเพราะว่าตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ ชีวิตคนทำงาน และการกลับบ้านดึกดื่นก็เป็นเพราะว่าอยากทำงานเยอะ รู้อะไรให้ไว ๆ จะได้ก้าวหน้าเร็ว ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จากนั้นเมื่อทำงานไปได้สักสองสามปี ผมเริ่มมาทำงานสายขึ้นนิดหน่อยแต่ยังคงกลับบ้านดึกดื่น เป็นเพราะความตื่นเต้นลดน้อยลง และความเก่าแก่ของการเป็นพนักงานเพิ่มขึ้นเรียกว่าชักคุ้นกับองค์กร แต่การกลับบ้านยังคงดึกดื่น ขยันหรือเปล่า ไม่แน่ใจ เพียงแต่รู้สึกว่าการทำงานหลังจากคนอื่น ๆ กลับบ้านแล้วมันลื่นไหลดี เพราะผมทำงานครีเอทีฟ ช่วงเวลากลางวันมันรู้สึกว่าบริษัทพลุกพล่าน ไหนจะเสียงคนงานพูดคุย เสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่ขาดสาย ผมจึงจัดระเบียบการทำงานใหม่นั่นคืองานติดต่อต่าง ๆ จะทำในเวลากลางวัน พอตกค่ำผมจะเริ่มต้นคิดงานครีเอทีฟ แล้วก็ได้ผล จึงยึดวิธีนี้ในการทำงานมาตลอด ระยะหลัง ๆ เมื่อทำงานด้านนี้มาได้กว่าสิบปี ผมเริ่มมาทำงานบ่าย แต่ยังคงกลับดึกเหมือนเดิม ผมเริ่มรู้ว่างานครีเอทีฟนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาทำงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ทำงาน ไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดที่โต๊ะทำงาน เราสามารถทำที่ไหนก็ได้เมื่อเจองานซ้อนกันเยอะ ๆ ผมเริ่มเอามันกลับไปบ้านด้วย นอนกับมัน ฝันถึงมัน คุยกับมันตลอดเวลา แต่ยังมาถึงที่ทำงานบ่าย ๆ อยู่ดี &lt;br /&gt;ไม่นานงานผมก็รู้สึกเหมือนจะมีอิสระมากขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาหรือว่าสถานที่ ไม่จำเป็นต้องมาทำงานที่ออฟฟิต เพราะคิดที่ไหนก็ได้ โชคดีที่องค์กรผมเขาไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องเวลาเข้างานมากนัก(โชคดีของผม)แต่ซีเรียสกับไอเดียที่คิดออกมามากกว่า จนในที่สุดผมก็กลายเป็นตัวอย่างที่ดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่คนที่ทำงานครีเอทีฟในบริษัทก็จะได้รับความเข้าใจและเห็นอกเห็นจากบริษัทไปด้วยกันหมด โดยการเลื่อนเวลาตอกบัตรให้ หรือไม่ก็ยกเว้นกฏข้อนี้ไปเลย&lt;br /&gt;ผมจึงกลายเป็นพนักงานที่ไม่ได้สนใจเรื่องเวลาเข้าออกงานมากนักมาโดยตลอด&lt;br /&gt;บางครั้งรู้สึกว่าคนอื่น ๆ จะมองว่าผมเป็นพวกอภิสิทธิ์หรือเปล่า คงมี แต่ผมไม่สนใจเท่าไร ขอให้งานออกมาดีมันก็เป็นเกราะป้องกันตัวดีดีนี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันก่อนเพื่อนเก่าซึ่งไปเปิดบริษัทของตัวเองมาเล่าให้ฟังถึงปัญหาพนักงาน เขาบอกว่ามีพนักงานสองแบบที่ออฟฟิตเขา คือมาเช้ากลับตรงเวลา กับพวกมาสายแต่กลับดึก เราคุยกันเพื่อหาข้อยุติว่าพนักงานแบบใดดีกว่ากัน เป็นการตั้งกระทู้แบบลับสมองกันเล่น ๆ &lt;br /&gt;ผมถามเขาว่ามีแค่สองแบบเองหรือ ไม่มีแบบว่ามาเช้ากลับดึกหรือ คำตอบคือไม่มี&lt;br /&gt;หากคำถามคือเท่านี้และไม่มีข้อมูลรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ผมก็เลยตอบไปว่า พวกมาสายกลับดึกดิ เพราะอะไรหรือ เพราะผมเป็นพนักงานประเภทนั้นเหมือนกันเหตุผลก็ง่าย ๆ แค่นี้ แต่ในความเป็นจริงมันคงมีรายละเอียดในการพิจารณามากกว่านั้น มาเช้ากลับตรงเวลาก็ไม่ได้แปลว่าพนักงานคนนั้นไม่มีใจให้บริษัท และการกลับดึก ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าพนักงานคนนั้นอุทิศตัวเองให้บริษัทอย่างเต็มที่ อาจจะเป็นเพราะว่าทำงานช้าและจบงานไม่ทัน ไม่มีการวางแผนงานที่ดีพอ และการอยู่ดึก ๆ ดื่น ๆ ยังจะทำให้ค่าใช้จ่ายออฟฟิตสูงขึ้น เช่นค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทะนุบำรุงเพิ่มขึ้น พนักงานคนนั้นได้พักผ่อนน้อยลง ประสิทธิภาพในการทำงานในวันต่อมาก็จะลดลง และยิ่งไปกันใหญ่หากใครคนนั้นคิดว่าการอยู่ดึกทำให้ตัวเองดูขยันซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะพอใจและส่งผลถึงโบนัสในตอนปลายปี&lt;br /&gt;ถึงตรงนี้เจ้าเพื่อนผมมันทำท่าเหมือนผมไปจี้จุดอะไรมันเข้า มันตบขาตัวเองเหมือนปัญหาถูกไขให้กระจ่างสว่างคาตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เป็นไปได้ว่ะ เพราะกูสังเกตุพอใกล้ ๆ ปีใหม่ทีไร พนักงานกูแม่งกลับดึก ๆ ทุกคนเลย”&lt;br /&gt;“มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”&lt;br /&gt;คุณล่ะคิดยังไง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-2464547508661989974?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/2464547508661989974/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=2464547508661989974' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/2464547508661989974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/2464547508661989974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2009/02/blog-post_27.html' title='มาทำงานตรงเวลาหรือว่ามาสายกลับดึก ดีกว่ากัน'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-3004235611384365473</id><published>2009-02-27T18:22:00.000+07:00</published><updated>2009-02-27T18:23:35.673+07:00</updated><title type='text'>“ทำงานตามเงินเดือน”</title><content type='html'>เงินเดือน มีความหมายในหลาย ๆ มิติแตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ &lt;br /&gt;เงินเดือนควรจะเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสมควรของแต่ละคน แต่ละเวลาและแต่ละเงื่อนไข แตกต่างกันไป&lt;br /&gt;ไม่มีใครสามารถบอกเงินเดือนที่สมควรสำหรับคุณได้อย่างแม่นยำ เพราะมันเป็นเรื่องของความพอใจและความเหมาะของคุณเอง คุณเองเท่านั้นที่จะรู้ถึงจุดสมควรตรงนั้นได้&lt;br /&gt;ดังนั้น ผมจึงไม่สามารถตอบคำถามให้กับน้องคนหนึ่งได้ว่า เธอสมควรจะเรียกเงินเดือนเท่าไรต่อการสมัครงานในตำแหน่งพีอาร์(จูเนียร์)ในบริษัทแห่งหนึ่ง คำแนะนำผมในตอนนั้นก็คือ ดูราคาตลาดทั่ว ๆ ไปเขาได้กันเท่าไรก็ตามนั้นไปก่อน เพราะการเข้าทำงานในครั้งแรกนั้น ความสำคัญไม่น่าจะอยู่ที่ตัวเลขเงินเดือน เราน่าจะมองที่โอกาสซึ่งเปิดให้เราพิสูจน์ตัวเองและโอกาสที่เราจะได้เข้าไปเรียนรู้งานในสนามจริง&lt;br /&gt;บางคนก็แย้งว่าหากเราเริ่มงานที่เงินเดือนต่ำการที่บริษัทจะเพิ่มเงินเดือนให้ในเวลาต่อมานั้น แม้จะขึ้นแต่ก็อยู่ในอัตราที่ช้ามาก ทำให้บางคนเมื่อทำงานไปสักพักจนเชี่ยวชาญพอสมควรก็มักจะออกไปสมัครงานที่อื่น เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะอัพเงินเดือนได้ในอัตราที่ทันใจ&lt;br /&gt;เมื่อพูดถึงเรื่องเงินเดือนจึงมีเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดมากมายหลายมุม แต่วันนี้ว่าจะมาชวนพวกเราเหล่ามนุษย์เงินเดือนมาช่วยกันคิดหน่อยว่า เราควรจะ &lt;br /&gt;“ทำงานตามเงินเดือนที่ได้รับ” หรือ “ทำงานเกินเงินเดือนที่ได้รับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็ได้เงินเดือนเท่านี้ ก็ทำเท่านี้แหละ” ประโยคที่ผมมักจะได้ยินน้อง ๆ และเพื่อนฝูงบางคนพูดกันบ่อย ๆ ได้เงินน้อย ก็ทำงานให้น้อยตามเงิน ดูเหมือนจะยุติธรรมดีแล้ว แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมเงินถึงน้อย แล้วเมื่อคุณไม่พอใจจำนวนเงิน ทำไมถึงยอมตกลงทำงานให้กับเขาตั้งแต่แรก ทำไมไม่เจรจาเพื่อให้ได้เงินตามที่คุณต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อ้าว ก็เมื่อสักครุ๋พี่ยังบอกให้ผมมองที่โอกาสนี่นา เงินเท่าไรไม่ใช่เรื่องใหญ่ในตอนเริ่มต้น แล้วตอนนี้จะมาบอกว่า ผมไปยอมเขาได้ยังไง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็ใช่ครับ ยอมรับเงินที่พอประมาณ (แม้ส่วนใหญ่คงรู้สึกว่ามันน้อย) แต่อย่างที่บอกไว้ให้จ้องไปที่โอกาสที่จะได้โชว์ฝีมือมากกว่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อมีโอกาส การทำงานโดยยึดคติที่ว่า ทำงานตามเงินเดือน มันจึงเหมือนตัดโอกาสก้าวหน้าของตัวเอง ด้วยคำพูดประโยคนั้น มันเหมือนกับว่าคุณกำลังจะทำให้ทั้งคุณและบริษัทที่คุณทำงานด้วยจะไม่ก้าวหน้าไปไหน เสียหายทั้งสองฝ่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าเรากำลังมีความรู้สึกว่า ทำงานตามเงินเดือน ผมรู้สึกว่ากำลังมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ควรที่จะต้องมีการจัดการอะไรสักอย่างเพื่อกำจัดความคิดแบบนั้นออกไปให้เร็วที่สุด &lt;br /&gt;แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นผม ผมจะกลับมาสำรวจตัวเองก่อนว่า เราสมควรหรือยังที่จะได้รับค่าตอบแทน&lt;br /&gt;มากกว่าที่กำลังได้รับอยู่ ฝีมือเราพัฒนาไปไกลกว่าเดิม ความสามารถเราตอนนี้เหนือกว่าเมื่อก่อนเยอะ &lt;br /&gt;และนายจ้างเราเขาเห็นหรือเปล่า เพื่อให้แน่ใจว่านายจ้างเราเขารู้และเห็นพัฒนาการของเราหรือยัง ไม่มีวิธีใดที่จะชัดเจนเท่ากับการนั่งลงคุยกับเขา ถามเขาเลยว่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้ คิดว่าเรามีความสามารถที่จะช่วยบริษัทได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ เรามีประโยชน์ต่อองค์กรหรือไม่ การขอเพิ่มเงินเดือนอาจจะใช้วิธีขอรับผิดชอบงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปก็ได้ เมื่อตำแหน่งสูงขึ้นต้องรับผิดชอบมากขึ้นก็เป็นเหตุเป็นผลที่จะได้รับเงินเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;จะดีมากหากเรานำเสนอเขาเลยว่าให้เรารับผิดชอบตรงนั้นตรงนี้เพิ่มขึ้นน่าจะดีต่อองค์กร ผมหมายถึง นอกจากการจ้องจะขอเงินขึ้นเพียงอย่างเดียว ลองคิดวิธีที่เราจะเข้าไปช่วยทำ ช่วยสร้าง ช่วยเพิ่ม ตรงส่วนไหนได้อีกเพื่อให้องค์กรก้าวหน้าต่อไป บางทีไอเดียเราอาจจะไปปิ๊งเจ้านายเข้าโดยที่เขาอาจจะไม่เคยคิดไม่เคยมองเลยก็ได้ ในมุมของเจ้านายเขาก็จะเห็นว่าเรามีใจให้กับบริษัทจริง ๆ ไม่ใช่จ้องจะขอขึ้นแต่เงินเดือนโดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าจะทำอะไรให้บริษัทดีขึ้นบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของตัวเองเป็นประสบการณ์ที่พบมาเมื่อหลายปีมาแล้ว&lt;br /&gt;ผมเริ่มงานเป็น copywriter ในบริษัทโฆษณาทำไป 6 ปีตำแหน่งสุดท้ายคือ creative group head จากนั้น แกรมมีก็มาชวนไปทำงานในตำแหน่ง creative อีกนั่นแหละ ดูเหมือนผมน่าจะสบายใจเพราะงานที่จะไปทำมันก็เหมือนงานที่เคยทำ แต่ผมไม่ได้คิด&lt;br /&gt;แบบนั้น ผมเห็นว่ามันแค่คล้าย ๆ กัน เพราะสินค้าเดิม ๆ ที่ผมทำนั้นมันไม่มีชีวิต มันเป็นสิ่งของ เป็นสบู่ ยาสีฟัน เป็นรถยนต์ แต่ที่แกรมมีผมไปทำครีเอทีฟก็จริงแต่สินค้ามันไม่ใช่สิ่งของมันเป็นคนและเป็นเพลง มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เรื่องนี้ทำให้ผมไม่ค่อยมั่นใจตัวเองว่าจะไปทำได้ดีหรือไม่ แต่ใจนั้นอยากไปทำมาก ๆ เพราะ 9 ปีกับงานโฆษณามันเริ่มสร้างความตื่นเต้นและตื่นตัวให้ผมน้อยลงทุกวัน และอีกอย่างก็อยากได้เงินเพิ่มขึ้นด้วย แต่ด้วยความไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีผมจึงไม่ได้เรียกร้องเงินจากแกรมมีสูงมากนัก หากจำไม่ผิดผมขอเงินเพิ่มจากเดิมที่เคยได้รับเพียงสี่ห้าพันบาทเอง และผมก็บอกความคิดผมให้กับนายจ้างรับรู้ คือด้วยความที่ผมยังไม่มั่นใจตัวเองว่าจะทำได้ดี(แม้ว่านายจ้างดูจะมั่นใจมาก)ผมจึงขอเงินค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นจากที่เดิมเพียงนิดหน่อย แต่หากทำไปแล้วผมสามารถทำได้ดี ผมขอคุยเรื่องเงินอีกทีภายหลังนะ ซึ่งก็ตกลงตามนั้น&lt;br /&gt;เมื่อเริ่มงานจะด้วยความชอบ ความตื่นเต้น หรืออะไรก็ตาม ผมทำได้ดี อัลบั้มแรกที่ดูแลประสบความสำเร็จอย่างดี เมื่อมีโอกาสผมก็คุยกับเจ้านายเกี่ยวกับเรื่องเงิน แล้วผมก็ได้รับมันมากเกินกว่าที่ตัวผมเองคาดหมายไว้ซะอีก&lt;br /&gt;ผมจึงไม่เห็นด้วยจริง ๆ สำหรับคนที่กำลังทำงานตามเงินเดือน มันเสียเวลาครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นคุณล่ะ &lt;br /&gt;pom_goodbooks@hotmail.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-3004235611384365473?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/3004235611384365473/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=3004235611384365473' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/3004235611384365473'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/3004235611384365473'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='“ทำงานตามเงินเดือน”'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-4098737601311489299</id><published>2008-01-10T16:13:00.000+07:00</published><updated>2008-01-10T17:05:09.487+07:00</updated><title type='text'>Groove Riders "The Lift" อัลบั้มใหม่ในรอบ 6 ปี</title><content type='html'>&lt;object width="425" height="355"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/nIR-VRyp0Wk&amp;rel=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/nIR-VRyp0Wk&amp;rel=1" type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" width="425" height="355"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยรู้จักและได้ยินชื่อ Groove Riders เมื่อหลายปีมาแล้ว ในเวลานั้นผมยังทำงานอยู่ที่แกรมมี ซึ่งถือว่าอยู่คนละฟากกัน ในเวลานั้นวงการเพลงถูกแบ่งออกเป็นสองฟาก โดยความรู้สึกของผู้ฟังและผู้ผลิต แม้จะอยู่คนละฟากกัน แต่ผมก็ได้ยินชื่อวง Groove Riders แต่ต้องยอมรับว่าในเวลานั้นผมไม่รู้จักเพลงของพวกเขาเลย เพราะตัวเองนั้นอยู่ในฟากของเมนสตรีม เพิ่งจะมาเริ่มฟังเพลงของพวกเขาจากอัลบั้มแรกที่ชื่อว่า Discovery เมื่อไม่นานมานี่เอง ที่ต้องฟังก็เพื่อใช้ในการทำงาน เพราะเวลานี้ผมได้ย้ายตัวเองมาอยู่ในฟากของอินดี้มาเป็นเวลาสองปีแล้ว เมื่อ GR เริ่มเข้าห้องอัดเพื่อผลิตงานชุดที่ 2 ผมก็ต้องไปหาอัลบั้มชุดแรกของพวกเขามาศึกษา เพื่อที่จะได้เดินหน้าไปกับพวกเขาได้ต่อไปในอัลบั้มชุดใหม่นี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Lift คือชื่ออัลบั้มชุดใหม่ของ GR เพลงของพวกเขายังคงความสนุกในแบบดิสโกในยุค 80 แต่ดูเฟิร์มขึ้นทั้งรูปลักษณ์และรายละเอียดในแต่ละเพลงซึ่งก้อ ณฐพล และบุรินทร์ มีส่วนช่วยกันสร้างอัลบั้มนี้เกือบทั้งหมด ในส่วนตัวเพลงนั้น ผมเองก็ไม่ได้มีส่วนอะไรที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย เพราะไม่ได้มีหน้าที่ทำงานเพลง ในส่วนครีเอทีฟ ทางวงก็มีแนวทางที่จะทำสำหรับอัลบั้มนี้กันอยู่แล้ว ผมเองมีหน้าที่แค่คอยสนับสนุน ให้ความมั่นใจ กับไอเดียที่พรั่งพรูออกมาเหล่านั้นให้มันเป็นจริง ช่วยวิศวกรทั้งสี่สร้างลิฟท์ตัวนี้ให้ใกล้เคียงกับฝันของเขามากที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทั้งหมดเสร็จออกมาแล้ว ทุกคนก็หวังว่าแฟน ๆ ที่คอยผลงานนี้อยู่จะชื่นชอบกัน เมื่อวันที่เยส(ผู้กำกับ)เอามิวสิควิดีโอเพลง superstar มาส่งที่บริษัท โดยการนัดหมายกับก้อไว้แล้ว เมื่อดูมิวสิควิดีโอจบสองรอบ ก้อก็หันมาบอกกับผมด้วยรอยยิ้มที่ปิติอย่างมาก &lt;br /&gt;“นี่เป็นมิวสิค วิดีโอที่ดีที่สุดในชีวิตของวง ตั้งแต่เริ่มมีGroove Riders มา” &lt;br /&gt;ก้อบอกผมอย่างนั้น &lt;br /&gt;หลังจากคุณกดลิฟท์เข้ามาแล้ว คุณรู้สึกอย่างไร ช่วยบอกกันไว้ด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะเอาไปบอกพวกเขาต่อให้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-4098737601311489299?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.youtube.com/spicydisc' title='Groove Riders &quot;The Lift&quot; อัลบั้มใหม่ในรอบ 6 ปี'/><link rel='enclosure' type='video/mp4' href='http://www.blogger.com/video-play.mp4?contentId=3f08eb57f61cdc3&amp;type=video%2Fmp4' length='0'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/4098737601311489299/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=4098737601311489299' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/4098737601311489299'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/4098737601311489299'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2008/01/groove-riders-lift-6.html' title='Groove Riders &quot;The Lift&quot; อัลบั้มใหม่ในรอบ 6 ปี'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-3726412722994478106</id><published>2007-11-16T17:06:00.000+07:00</published><updated>2008-01-14T16:38:42.196+07:00</updated><title type='text'>บอยตรัย กับ ไอน์สไตน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rz1tP9-8_PI/AAAAAAAAAA8/J-9d0Deubpw/s1600-h/73255016244.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rz1tP9-8_PI/AAAAAAAAAA8/J-9d0Deubpw/s320/73255016244.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5133379271376305394" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rz1tI9-8_OI/AAAAAAAAAA0/jlWnwRmSUP0/s1600-h/einstein-violin.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rz1tI9-8_OI/AAAAAAAAAA0/jlWnwRmSUP0/s320/einstein-violin.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5133379151117221090" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งชอบเข้าร้านหนังสือบ่อย ๆ เพราะไม่อยากพลาดโอกาสที่หนังสือดี ๆ และ&lt;br /&gt;ใหม่ ๆ ออกมาแล้วจะหาซื้อไม่ได้ในภายหลัง จึงพยายามเข้าร้านหนังสือบ่อยเพื่อจะได้พบเจอหนังสือใหม่ ๆ ก่อนใครและไม่พลาดการเป็นเจ้าของ ปัจจุบันจึงมีหนังสือเต็มหลายชั้นที่อ่านจบไปแล้ว และอีกหลายชั้นที่รอการเปิดอ่าน บางครั้งแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าบ้าอะไรมากมายขนาดนั้น&lt;br /&gt;บางเล่มรอเวลาเป็นปีนับจากวันที่ซื้อถึงวันที่เปิดอ่าน(ผมจะเขียนวันที่ไว้ที่หน้าแรกทุกเล่มว่าซื้อมาเมื่อวันที่เท่าไร เดือนอะไร ปีอะไร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิต ซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง เป็นอีกหนึ่งงานที่ผมไม่เคยพลาด เพราะจะเป็นงานที่มีหนังสือใหม่ ออกมาเยอะมาก ผู้คนเบียดเสียด ยัดเยียด เห็นแล้วก็ชื่นใจที่คนไทยเรานิยมอ่านหนังสือกันมากขึ้นทุกปี ๆ เพราะการไปงานนับวันจะยากขึ้นทุกที ผมไม่สามารถหาที่ยืนอ่านหนังสือเพื่อสำรวจคร่าว ๆ ถึงเนื้อหาข้างใน ทำได้อย่างมากก็แค่เหลือบ ๆ มอง และทราบรายละเอียดเพียงคร่าว ๆ เกี่ยวกับตัวหนังสือ บางทีก็เป็นเพราะผู้เขียน บางครั้งก็เป็นเพราะผู้แปล บางครั้งก็เป็นเพราะชื่อของหนังสือที่ชวนซื้อ ในความชื่นใจที่เห็นคนเยอะแยะมากมาย อีกความรู้สึกหนึ่งก็คือ คนไทยเราซื้อและขายหนังสือกันจริง ๆ จัง ๆ ปีละสองครั้งเองหรือ คงจะดีหากที่ร้านหนังสือ ทุก ๆ วัน จะมีคนเข้าร้านและเลือกซื้อหนังสือมากมายเหมือนวันงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากงานหนังสือที่ผ่านมาผมได้หนังสือที่ถูกใจมาหลายเล่ม และค่อย ๆ เริ่มต้นจากการเปิดอ่านคำนำ คำนิยมของทุกเล่ม เพื่อเลือกเล่มที่จะ (พยายาม) อ่านก่อน (แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ เดี๋ยวก็ต้องค้างคาไว้เหมือนเดิม) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา” เขียนโดยบอย ตรัย คือเล่มที่ผมควักเงินซื้อเพราะชื่อหนังสือและชื่อคนเขียน ผมรู้จักกับบอย ตรัย มาด้วยระยะเวลาไม่นานนักน่าจะสักสองปีได้ ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี่ ผมยังอ่าน จิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา ยังไม่จบดี แต่พอจะรู้สาเหตุและแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ของบอยได้พอประมาณ แต่ละบทในหนังสือเล่มนี้แสดงออกถึงความรู้สึก ความประทับใจ ความเหงา ความโดดเดี่ยว และอีกหลาย ๆ ความ ที่ผู้เขียนผ่านพบ รู้สึก และสังเกตเห็นมาทั้งในเมือง ในชีวิต หรือบางทีอาจจะเป็นในโลก&lt;br /&gt;จิ้งหรีด ตัวแทนของคนที่ชอบร้องรำทำเพลง และดูเหมือนจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมเมืองอันเร่งรีบ ที่วุ่นวายอยู่กับการ “ทำงาน” จิ้งหรีดถูกมองว่าเป็นพวกไม่ทำงาน เมื่อจิ้งหรีด พูดอะไรคนในเมืองใหญ่ก็ไม่มีใครฟัง หรือเหมือนจะฟังแต่ก็ไม่ได้ยิน บอยบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างเหงาและเข้าใจในความเป็นไปของโลก ในขณะที่พวกจิ้งหรีดต่างพากันท้อกับการสร้างสรรค์งานเพลงแต่ทุกวันนี้กลับคล้ายว่าจะหาคนฟังไม่ได้ บรรดาจิ้งหรีดพากันบ่นและท้อแท้ แต่บอย ตรัย ครั้งหนึ่งเคยคุยกับผมว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการเพลงของไทย ในฐานะที่ผมก็ทำงานอยู่ในวงการนี้มาพอสมควร ผมยังไม่ทันที่จะได้ตอบ บอยก็เผยความคิดของเขาว่า เขายังเชื่อมั่นว่าวงการเพลงไม่ได้เป็นอะไร ยังคงมีคนฟังเสียงจิ้งหรีดอยู่ บอยยังคงมีศรัทธากับสิ่งที่เขาทำอยู่เสมอ  บอยยังคงคิดและเขียนความคิดของเขาออกมาทั้งในรูปแบบของเพลงและบทความ &lt;br /&gt;คุณโหน่ง วงศ์ทนง ซึ่งทำหน้าที่เป็นบอกอให้กับ จิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา เล่มนี้ บอกว่า เมื่อได้อ่านเรืองต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ก็คล้ายกับได้ฟังเพลง เหมือนมีท่วงทำนองคลอขึ้นมาในขณะที่อ่าน ผมเองก็รู้สึกเช่นนั้น &lt;br /&gt;แม้ทุกวันนี้ผู้คนมากมายภายในเมืองวุ่นวายแห่งนี้จะไม่มีใครสนใจเสียงจิ้งหรีดตัว(ใหญ่)นี้ แต่ผมเชื่อว่าเขาจะยังคงส่งเสียง เพียงเพราะความรักและความศรัทธาต่อไป &lt;br /&gt;จิ้งหรีดเดียวดาย บอกผมไว้แบบนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไวโอลินของไอน์สไตน์ ผมสะดุดกับชื่อหนังสือเล่มนี้ สงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร แล้วไอน์สไตน์ไปเกี่ยวข้องอะไรกับไวโอลิน เพราะโดยปกติตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสืออยู่นั้น เมื่อเอ่ยชือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สิ่งเดียวที่ผมจะนึกถึงจนถึงวันนี้ก็คือ E = mc 2 เห็นภาพคนแก่หัวกระเซิง วันวันท่านคงคิดแต่สูตรสมการวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถเข้าถึงตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เพิ่งมาพบว่าในสมัยเด็ก ๆ ไอน์สไตน์ชอบดนตรีมาก ถึงกับมีคนบอกว่าหากท่านไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านก็คงจะยึดอาชีพนักดนตรี หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงอิทธิพลของดนตรี ที่ผู้เขียนซึ่งเป็นวาทะยากรมาตลอดชีวิตได้ถ่ายทอดเรื่องราวของดนตรี ที่มีผลต่อชีวิต มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอย่างกับสังคมบนโลก ถึงขั้นที่ดนตรีสามารถจะสยบกระสุนปืนได้เลยทีเดียว ผมยังอ่านไม่จบครับ เล่มนี้คงต้องมีเวลา มีสมาธิสักหน่อย ค่อยมานั่งอ่าน ผมเพียงแต่แปลกใจและไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกรักดนตรีมาตั้งแต่เด็ก และเลือกที่จะเป็นนักดนตรีมากกว่าวิทยาศาสตร์หากท่านสามารถเลือกได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตกันไหมครับว่า ในบ้านเราดนตรีเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง เริ่มสนับสนุนบุตรหลานให้รักดนตรี เด็ก ๆ ก็กล้าที่จะแสดงออกกันมากขึ้น อาชีพที่ติดอันดับต้น ๆ ที่เด็กรุ่นใหม่ฝันและใฝ่กันในวันนี้ ไม่ใช่ หมอ ไม่ใช่แอร์ แต่เป็นนักร้อง นักแสดง วีเจ โมเดล แทนซะยังงั้น &lt;br /&gt;ในขณะที่ผู้ประกอบการด้านดนตรี บริษัทดนตรีที่ผลิตอัลบั้มออกมาขายกำลังวุ่นวายกับการแก้ไขปัญหายอดขายซึ่งนับวันจะตกต่ำลงเรื่อย ๆ แต่ในอีกด้านหนึ่งโรงเรียนสอนร้องเพลง สอนดนตรี เหล่านี้กลับได้รับความสนใจมากขึ้น ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อวันที่นักเรียนเหล่านี้เรียนจบกันออกไปและพร้อมที่จะออกอัลบั้มกันแล้ว มันจะขายได้หรือเปล่า แล้วบริษัทดนตรีเหล่านี้พร้อมและกล้าที่จะสนับสนุนพวกเขาหรือเปล่า บริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้และนักร้องรุ่นใหม่ ๆ เหล่านี้ จะมีศรัทธาอันแรงกล้าเหมือนจิ้งหรีดเดียวดายของผมหรือเปล่า&lt;object width="425" height="355"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/jaoDa9dCqLc&amp;rel=1"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/jaoDa9dCqLc&amp;rel=1" type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" width="425" height="355"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-3726412722994478106?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/3726412722994478106/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=3726412722994478106' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/3726412722994478106'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/3726412722994478106'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='บอยตรัย กับ ไอน์สไตน์'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rz1tP9-8_PI/AAAAAAAAAA8/J-9d0Deubpw/s72-c/73255016244.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-117200080814842610</id><published>2007-02-21T02:42:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T15:02:22.476+07:00</updated><title type='text'>oh! my god</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rdu_uU8tQvI/AAAAAAAAAAc/VTfK_KXXmk8/s1600-h/Markchapmanmugshot.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rdu_uU8tQvI/AAAAAAAAAAc/VTfK_KXXmk8/s320/Markchapmanmugshot.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5033827811134882546" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rdu_m08tQuI/AAAAAAAAAAU/PAa3topWIpg/s1600-h/Rye_catcher.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rdu_m08tQuI/AAAAAAAAAAU/PAa3topWIpg/s320/Rye_catcher.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5033827682285863650" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rdu_QU8tQtI/AAAAAAAAAAM/Jv_ulJ6PAak/s1600-h/Johnthinking1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rdu_QU8tQtI/AAAAAAAAAAM/Jv_ulJ6PAak/s320/Johnthinking1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5033827295738806994" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;40 กว่าปีที่แล้ว&lt;br /&gt;“บีทเทิ้ล ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า”&lt;br /&gt;ผู้กล่าวคือจอห์น เลนนอน หนึ่งในสมาชิก 4 คนของคณะสี่เต่าทองซึ่งทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้ คำพูดดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสื่อมวลชนและคนที่ไม่เห็นด้วยว่า “พวกเอ็งน่ะเหรอยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า”&lt;br /&gt;มีการเคลื่อนไหวต่อต้าน มีการนำอัลบั้มของพวกเขามาเผา จนทั้ง 4 คนต้องออกมาขอโทษและชี้แจง&lt;br /&gt;ต่อแฟน ๆ ซึ่งความจริงก็ไม่น่าจะใช่แฟนพวกเขาสักเท่าไร (เพราะแฟน ๆ พวกเขาคงเห็นด้วยกับประโยคดังกล่าว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10 พฤษภาคม 1955&lt;br /&gt;มาร์ค เดวิด แชปแมน(Mark David Chapman) ถือกำเนิดในครอบครัวชั้นกลาง&lt;br /&gt;พ่อทำงานในหน่วยกองบินทหารอากาศ แม่เป็นพยาบาล&lt;br /&gt;แชปแมน จัดเป็นเด็กปกติและมีไอ้คิวที่เกินมาตรฐาน แต่เขาโตขึ้นมาในสภาพที่หวาดกลัวและหวาดผวาตลอดเวลา พ่อของเขามักจะชอบทำร้ายแม่เป็นประจำ เสียงกรีดร้องของแม่ทุกครั้งที่แม่ถูกพ่อทำร้ายมันค่อย ๆ สร้างความโกรธแค้นในใจแก่เขา บางครั้งเขาจินตนาการว่าเขาจะหาปืนให้ได้สักกระบอกและกำจัดพ่อไปให้พ้นจากบ้านเสียที&lt;br /&gt;“บางครั้งผมรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นพระราชา และมีประชาชนแวดล้อมอยู่ภายในอาณาจักรของผม ผมคือฮีโร่ของทุก ๆ คน หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์เรื่องของผมทุกวัน นอกเหนือจากทีวี ที่ผมได้ออกอากาศและปรากฏตัวอยู่เป็นประจำ ผมกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา พวกเขานับถือ เชื่อและศรัทธาในตัวผม เหมือนกับตัวผมนั้นอยู่เหนือความผิดทั้งปวง และเมื่อผมไม่ชอบใจใครผมก็เป่ามันซะ กำจัดมันทิ้ง ไม่มีใครโกรธหรือเอาโทษผม แล้วทุกอย่างก็กลับไปเป็นปกติ” แชปแมนบอกกับผู้สื่อข่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8 ธันวาคม 1980&lt;br /&gt;“Mister Lennon !”&lt;br /&gt;แชปแมนร้องเรียกเลนนอนในขณะที่เลนนอนกำลังเดินออกจากดาโกตา อาพาร์ทเม็นต์ในนิวยอร์คเพื่อไปบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่พร้อมกับภรรยา โยโกะ โอโนะ&lt;br /&gt;ในมือของแชปแมนมีอัลบั้มของเลนนอน&lt;br /&gt;เขายื่นมันออกไปเหมือนแฟนเพลงที่หลงไหลในศิลปิน&lt;br /&gt;เลนนอนเซ็นต์ชื่อลงบนแผ่นเสียงและส่งคืนให้เขา&lt;br /&gt;หลายชั่วโมงผ่านไป&lt;br /&gt;เลนนอนและโยโกะกลับจากห้องบันทึกเสียงมาถึงอาพาร์ทเม็นต์&lt;br /&gt;แชปแมนยังอยู่ที่นั่น เขาเดินตามหลังเลนนอนไป&lt;br /&gt;ในมือไม่มีอัลบั้มเลนนอนแต่มี .38 กระบอกโต&lt;br /&gt;“Hey Mister Lennon!”&lt;br /&gt;คราวนี้ยังไม่ทันที่เลนนอนจะหันมา กระสุนทั้ง 5 นัดก็กระหน่ำลงบนร่างของเขา&lt;br /&gt;กระสุนหนึ่งในนั้น ตัดเส้นเลือดใหญ่ทำให้เขาเสียเลือดอย่างมากและอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;เลนนอนเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่ถึงโรงพยาบาล เขาเสียเลือดไปจนหมดร่างกาย&lt;br /&gt;หลังจากจบชีวิต “พระเจ้า”เมื่อ 40 ปีก่อนเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;แชปแมนนั่งอ่านหนังสือรออยู่ตรงจุดเกิดเหตุ&lt;br /&gt;The Catcher in the Rye หนังสือที่เขาอ้างว่ามันคือแรงบันดาลใจในการกระทำครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2000&lt;br /&gt;บทบรรณาธิการของนิตยสาร UNCUT ผู้อ่านนิตยสารดังกล่าวเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องเก่าเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วให้บรรณาธิการฟัง&lt;br /&gt;“วันนั้น ผมอยู่ตรงนั้น ผู้สื่อข่าวถามเลนนอนว่ารู้สึกอย่างไรที่ผู้คนคลั่งไคล้พวกเขาขนาดนี้”&lt;br /&gt;เลนนอนกล่าวติดหัวเราะว่า “พวกเขาคลั่งไคล้และแสดงออกอย่างกับว่า พวกเรานั้นเป็นพระเจ้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันรุ่งขึ้น&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว “บีทเทิ้ล ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แชปแมน....นายยิงผิดคนหรือเปล่า&lt;br /&gt;ติดคุกให้มีความสุขเถิด เพราะนายคงไม่ได้ออกมาแล้วล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/Jjzak84yL_/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/Jjzak84yL_/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-117200080814842610?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/117200080814842610/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=117200080814842610' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/117200080814842610'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/117200080814842610'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2007/02/oh-my-god.html' title='oh! my god'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/Rdu_uU8tQvI/AAAAAAAAAAc/VTfK_KXXmk8/s72-c/Markchapmanmugshot.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-117052477465427555</id><published>2007-02-04T00:39:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T15:05:15.563+07:00</updated><title type='text'>“ทุกวันนี้ โลกเรามีเพลงมากเพียงพอแล้ว”</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/733180/dylan.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/320/585483/dylan.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;“ผมจะรู้อะไรเกี่ยวกับการแต่งเพลงบ้างล่ะเนี่ย” บ็อบถามขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะร่วนอย่างพึงพอใจ เขาสวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืด ดื่มกาแฟจากแก้ว แทนที่จะเป็นถ้วยกาแฟ “รสชาติกาแฟดีกว่ากินจากถ้วย”บ็อบกล่าวยิ้มๆที่มุมปาก กีตาร์โปร่งสีบรอนด์วางอยู่ใกล้ ๆ กับตัวเขา ตัวเขาช่างมีอิทธิพลต่อสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูน่าสนใจไปซะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหรือว่า&lt;br /&gt;เสื้อโค้ทของเขา&lt;br /&gt;คงเป็นเรื่องยาก หากเราจะพูดถึงศิลปะการแต่งเพลงโดยที่ไม่ได้อ้างอิงถึงบุรุษผู้นี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธว่าตัวเขาเองนั้นไม่ใช่นักแต่งเพลงที่วิเศษอะไร  เขาเป็นแค่คนที่ใช้สัญชาติญาณในการเขียนเพลง เขาแค่รู้สึกว่าเพลงจะต้องประกอบด้วยเนื้อหาที่รุ่มรวยความหมายที่ลึกซึ้งเหนือกว่าเพลง&lt;br /&gt;ป็อปทั่วๆไป นั่นจึงจะทำให้เพลงมีพลังและมีความงดงามเทียบเคียงได้กับบทกวีที่โด่งดัง และเมื่อนำสิ่งที่เขียนนั้นมารวมกับท่วงทำนองและดนตรี สิ่งนี้ก็สามารถที่จะสื่อสารกับจิตวิญญาณแห่งมนุษย์ได้&lt;br /&gt;จอห์น เลนนอน กล่าวว่าเป็นเพราะเขาได้ฟังเพลงของดิแลน ทำให้ตัวเขาหันมาให้ความสนใจที่จะแต่งเพลงซึ่งสะท้อนออกมาจากส่วนลึกในใจของตัวเขาแทนที่จะเขียนเพลงป็อปแบบตื้นๆ  “Help” เป็นเพลงที่แสดงออกซึ่งการร้องขอความช่วยเหลืออย่างจริงๆ  พอล ไซมอนยังบอกว่าบ็อบนั้นมีอิทธิพลต่อการแต่งเพลงของเขาอย่างมากตั้งแต่ยุคเพลง ” Hey school girl” ร็อกแอนด์โรลในสไตล์ 50 จนถึง  “The sound of silence” &lt;br /&gt;บ็อบจะแก้ไขปรับปรุงเนื้อเพลงของเขาตลอดเวลา แม้ว่าในสตูดิโอที่ทำการอัดเสียงไปแล้ว เขาบอกว่า การเขียนเพลงไม่ใช่การแกะสลักบนหินซะเมื่อไร  ด้วยวิธีการใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยความหมายและความงดงามของบ็อบคือสิ่งที่นักเขียนเพลงต่างพร้อมที่จะขายวิญญาณเพื่อการค้นพบมัน&lt;br /&gt;โรเบิร์ต อัลเลน ซิมเมอร์แมน หรือ บ็อบ ดิแลน เกิดเมื่อ 24 พฤษภาคม 1941 ในมิเนโซต้า สหรัฐอเมริกา เขาได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงจาก วู๊ดดี้ กัทรี บ็อบย้ายตัวเองเข้าสู่นิวยอร์คด้วยเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เขาต้องการไปพบและดูแลวู๊ดดี้ ซึ่งกำลังป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลนิวเจอร์ซีและเสียชีวิตในเวลาต่อมา  มาร์จอรี กัทรี ภรรยาของวู๊ดดี้  บอกว่าดิแลนเป็นเด็กที่ดีมากและมีความเชื่อและศรัทธาในตัววู๊ดดี้อย่างมาก  แต่เธอกล่าวว่าเธอไม่ชอบเสียงร้องของบ็อบสักเท่าไร และได้พยายามแนะนำให้บ็อบออกเสียงให้ชัดเจนกว่านี้เวลาที่บ็อบร้องเพลงของเขา&lt;br /&gt;แต่คนที่ประทับใจในตัวบ็อบมากกว่ามาร์จอรี ก็คือจอห์น แฮมเมอร์ โปรดิวส์เซอร์ที่ชักนำบ็อบให้เซ็นสัญญาออกแผ่นเสียงกับตราโคลัมเบีย แม้ว่าอัลบั้มชุดแรกของเขาจะมีเพลงใหม่เพียงแค่สองเพลงเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลงที่เขาเขียนอุทิศให้แด่วู๊ดดี้  “Song To Woody” และเพียงแค่อัลบั้มที่ 2 เท่านั้นเขาก็ได้สร้างเพลงซึ่งถือว่าคลาสสิคและถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงเพลงป็อป นั่นคือเพลง “ Blowing In The Wind”  และเพลง “ Master Of War” &lt;br /&gt;บ็อบเปลี่ยนแปลงโลกและเปลี่ยนแปลงจิตใจของพวกเราด้วยงานระดับมาสเตอร์พีซของเขาอย่างต่อเนื่อง หลายๆเพลงจัดอยู่ในประเภทคลาสสิคตลอดกาล เช่น  The freewheelin’ Bob Dylan , Blonde on Blonde , Nashville Skyline , The Basement Tape , John Wesley Harding , Blood On The Tracks , Desire , Oh Mercy และอีกมากมาย&lt;br /&gt;“บางครั้งมันก็มากเกิน บางทีมันก็น้อยไป” เขาพูดถึงตัวเพลงของเขา&lt;br /&gt;แม้ว่าแวน มอริสัน จะให้ฉายาแก่บ็อบว่าเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่เขาเองกลับไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นกวี แต่อย่างใด  “กวีจมน้ำหมดแล้ว” เขากล่าว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้ชื่อว่าสร้างบทกวีที่สวยงามขึ้นมาในโลก ดิแลนบอกว่า เขาไม่เคยคิดว่าตัวเขาเองเป็นนักเขียนเพลงมืออาชีพ สำหรับเขาการเขียนเพลงมันเหมือนการเขียนคำสารภาพ “เพลงของผมไม่ได้ถูกกำหนดโดยตารางเวลา” เขากล่าว&lt;br /&gt;“ถ้าเช่นนั้น เพลงเหล่านั้นถูกเขียนขึ้นมาด้วยวิธีการเช่นไร” และนั่นคือหัวใจสำคัญที่ผมต้องการจะรู้จากปากของชายผู้นี้ เขาสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อเราได้ศึกษาจากทุกอัลบั้มที่ผ่านมา อารมณ์ที่หลากหลายในแต่ละเพลง รวมถึงรูปแบบและสไตล์ซึ่งได้รับการสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า&lt;br /&gt;อาร์โล กัทรี เคยพูดไว้ว่า “การเขียนเพลงก็เหมือนกับการหย่อนเบ็ดลงในกระแสน้ำ แล้วก็หวังว่าจะจับอะไรได้บ้าง ผมไม่คิดว่าจะมีใครนอกจากบ็อบที่สามารถจะจับอะไรได้”&lt;br /&gt;บ็อบ หัวเราะร่วน&lt;br /&gt;คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้คุณจับได้เยอะแยะมากมายขนาดนั้น&lt;br /&gt;หัวเราะอีก  “บางทีอาจจะเป็นเพราะเบ็ดของผมก็ได้”&lt;br /&gt;“เบ็ดชนิดไหนกันที่คุณเลือกใช้”&lt;br /&gt;“คุณต้องใช้เบ็ด ไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องนั่งรอแล้วก็คาดหวังว่าเพลงมันจะเดินทางมาหาคุณ แต่การที่จะบังคับให้ได้มาคุณต้องใช้เบ็ด”&lt;br /&gt;“มันได้ผล สำหรับคุณหรือ”&lt;br /&gt;“อืมม ก็ไม่เชิง การพาตัวเองลงไปสู่เหตุการณ์ที่ต้องการการตอบสนองก็เหมือนกับการใช้เบ็ด ใครก็ตามที่พยายามเขียนอะไรสักอย่างโดยที่ตัวเขายังไม่เคยสัมผัสสิ่งนั้น ๆ จะทำให้เขาโดนเบี่ยงเบนออกจากความจริง&lt;br /&gt;“ตอนที่คุณเขียนเพลงคุณใช้จิตสำนึกนำพาคุณไป หรือว่าคุณพยายามเดินตามความคิดของจิตใต้สำนึก”&lt;br /&gt;“แรงขับเคลื่อนในเพลง เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเพลงและคุณไม่มีทางรู้ได้เลย ไม่ว่าเพลงของใครก็ตามคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าแรงขับเคลื่อนในเพลง ๆ นั้นมันคืออะไร มันจะดีมากหากคุณสามารถปล่อยตัวเองไว้ในสภาพแวดล้อมที่ยอมรับให้สิ่งต่าง ๆ จากจิตใต้สำนึกในตัวคุณได้แสดงตัวออกมา และจงปิดกั้นการควบคุมจากตัวคุณ อย่าให้มันครอบเรา ปล่อยให้มันไหลไป&lt;br /&gt;หลายคนที่เรียกตัวเองว่านักเขียน พวกเขาส่วนใหญ่ก็รับข้อมูลข่าวสารมาจากทีวี หรือไม่ก็สื่อใดสื่อหนึ่งซึ่งมากระทบตัวเขาเหล่านั้น สิ่งที่เขาเขียนกันออกมามันจึงไม่ใช่นวนิยายที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแล้ว&lt;br /&gt;คุณจำเป็นต้องเค้นความคิดความรู้สึกออกมาจากส่วนลึกของจิตใจออกมาให้ได้&lt;br /&gt;“ทุกวันนี้ โลกเรามีเพลงมากเพียงพอแล้ว”&lt;br /&gt;“คุณคิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือ”&lt;br /&gt;“ใช่มีมากพอแล้ว  มีมากเกินพอเสียด้วยซ้ำ  ว่ากันตามจริงถ้าตั้งแต่วันนี้ ไม่มีใครแต่งเพลงออกมาอีกเลย โลกก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร ทุกวันนี้มีเพลงเพียงพอแล้วให้คนบนโลกได้ฟังถ้าเขาต้องการจะฟังเพลง  ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ๆ เกือบทุกคนมีแผ่นเสียงครอบครองเป็นร้อยๆแผ่น พวกเขายังไม่เคยหยิบมาฟังซ้ำเสียด้วยซ้ำ ผมจึงเชื่อว่าโลกเรามีเพลงเพียงพอแล้ว  นอกเสียจากจะมีใครสักคนสร้างงานออกมาจากหัวใจอันบริสุทธิของเขาซึ่งนั่นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งแตกต่างออกไป  แต่เท่าที่ผ่านมาการเขียนเพลงเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้แม้คนโง่ ๆ  ถ้าคุณเห็นผมทำได้ คนโง่ ๆ อีกหลายคนก็ทำได้(หัวเราะ) มันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ทุกคนแต่งเพลงได้เหมือนกับที่ทุก ๆ คนแต่งนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ได้”&lt;br /&gt;“แต่เพลงของคุณนั้นมีมากกว่าการเป็นความบันเทิงที่ป็อป ๆ”&lt;br /&gt;“ป็อป ไม่มีความหมายสำหรับผม ไม่มีความหมายจริง ๆ มาดอนน่า..สุดยอด เธอเป็นมืออาชีพ เธอนำทุกอย่างมาผสมผสานรวมกันเพื่อทำงานของเธอ เธอเรียนรู้ทุกอย่างเพื่อนำมาสร้างงาน แต่การทำเช่นนั้นคุณจะต้องทุ่มเททั้งหมดกับมัน ปีแล้วปีเล่า คุณจะต้องเสียสละทั้งหมดที่คุณมีเพื่อจะทำสิ่งนั้น เสียสละทั้งหมดเท่าที่คุณมีเพื่อที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันต้องเป็นเช่นนั้น เหมือนกันหมดทุกเรื่อง”&lt;br /&gt;“แวน มอริสัน บอกว่าคุณคือบทกวีที่ยิ่งใหญ่ที่ยังมีชีวิต คุณเคยคิดว่าตัวเองเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า”&lt;br /&gt;“บางครั้ง บางครั้งผมก็รู้สึกเช่นนั้น แต่มันไม่จริงหรอก ไม่จริง”&lt;br /&gt;“กวีไม่ขับรถ (ยิ้ม) กวีไม่ไปซูเปอร์มาร์เก็ต กวีไม่ต้องมีหน้าที่เทถังขยะ กวีไม่จำเป็นต้องไปหาแหล่งกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน และอีกมากมายหลายอย่าง กวีไม่แม้กระทั่งรับโทรศัพท์ กวีไม่พูดกับใคร ๆ กวีเอาแต่เงี่ยหูฟัง และโดยทั่วไปเขาจะรู้ตัวเองว่าเขาเป็นกวี(หัวเราะ)&lt;br /&gt;โลกเราไม่ต้องการบทกวีหรือบทกลอนอีกแล้ว เรามีเชคสเปียร์แล้ว ทุกอย่างมีเพียงพอแล้ว คุณนึกมาสิ ทุกอย่างมีพอแล้ว เรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างเพียงพอแล้ว บางคนบอกว่า หลอดไฟฟ้านี่ เดินทางมาไกลเกินไปเสียด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;กวีอยู่บนแผ่นดินนี้อย่างสุขุม สันโดษ และอยู่แต่ในดินแดนของพวกเขา แล้วก็อดตาย หรือไม่ก็จมน้ำตาย กวีมักมีตอนจบที่ปวดร้าว ดูอย่างจิม มอริสันนั่น ถ้าคุณจะเรียกเขาว่ากวี&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/v2RvKPGKiT/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/v2RvKPGKiT/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-117052477465427555?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/117052477465427555/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=117052477465427555' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/117052477465427555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/117052477465427555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2007/02/blog-post_04.html' title='“ทุกวันนี้ โลกเรามีเพลงมากเพียงพอแล้ว”'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-117052256012645114</id><published>2007-02-03T23:56:00.000+07:00</published><updated>2008-01-14T17:14:04.181+07:00</updated><title type='text'>เรื่องหลังเพลงดัง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/729156/prmt040%20copy.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/320/792939/prmt040%20copy.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;บางครั้ง เพลงก็เดินทางเข้าสู่สมองของนักเขียนเพลงอย่างรวดเร็ว คล้ายกับตัวเพลงเขียนตัวมันเอง คล้ายกับมีบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นมาจับมือคนเขียน.....เขียนเพลงนั้นๆออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Rocket Man” / Artist : Elton John&lt;br /&gt;Featured on Honky Chateau. Released 1972/MCA&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Elton John and Bernie Taupin&lt;br /&gt;Bernie Taupin (lyricist) “ผมกำลังขับรถอยู่ แล้วประโยคหนึ่งก็ดังเข้ามาในหู “She packed my bags last night,preflight.Zero-hour is 9 A.M.” ผมรีบจ้ำออกจากรถและวิ่งเข้าบ้าน ตะโกนบอกพ่อแม่ “อย่าเพิ่งให้ใครเข้ามากวน จนกว่าผมจะเขียนความคิดทั้งหมดนั้นลงในกระดาษเรียบร้อยแล้ว”&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/b_1lr_pFUk/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/b_1lr_pFUk/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A Hard Day’s Night /  The Beatles&lt;br /&gt;Featured on A Hard Day’s Night. Released 1964/Capital&lt;br /&gt;Words &amp; Music by John Lennon and Paul McCartney&lt;br /&gt;Walter Shenson (Film Producer) : ผมบอกกับจอห์นว่า มันน่าจะดีนะถ้าเรามีเพลง “A Hard Day’s Night” ตอนเปิดหนังรวมทั้งตอนไตเติ้ลท้ายของหนัง จอห์นพยักหน้าและบอกว่าเขาจะลองคิดดู  คืนนั้นเราอยู่บนรถด้วยกันเพื่อเข้าเมือง จอห์นขอตัวลงก่อน บอกว่าจะต้องทำงานบางอย่างให้เสร็จ  รุ่งเช้าประมาณ 8 โมงครึ่ง จอห์นขอให้ผมมาพบที่ห้องอัดเล็กๆแห่งนี้ เมื่อผมไปถึงพอลอยู่ที่นั่นด้วย แล้วเขาทั้งคู่ก็เล่นกีตาร์และร้องเพลงซึ่งจอห์นได้เขียนไว้ในสมุดโน้ต เพลงนั้นก็คือ “A Hard Day’s Night”&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/RftaXBm_0l/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/RftaXBm_0l/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Dust in The Wind” / Artist : Kansas&lt;br /&gt;Featured on Point of Know Return. Released 1977/Kirshner&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Kerry Livgren&lt;br /&gt;Kerry Livgren(Songwriting/Guitarist) ผู้คนส่วนใหญ่พยายามที่จะตีความ ค้นหาความหมายสิ่งที่ผมเขียนลงในเพลงๆนี้ ความจริงแล้วผมอ่านพบมันในหนังสือกวีของชนชาวอินเดียน(American Indian Poetry) ตอนที่ขณะกำลังข้ามเส้นพรมแดน ในหนังสือเขียนไว้ว่า “For all we are is dust in the wind” ผมคิดว่านั่นมันจริงทีเดียว ผมประสบความสำเร็จ มั่งคั่งด้วยเงินทองและชื่อเสียง ผมบรรลุเป้าหมายในชีวิตและผมกำลังเดินทางกลับสู่ผืนดินอีกครั้ง และนั่นคือสิ่งที่เพลงนี้พยายามสื่อถึง แต่น่าแปลกที่ผู้คนพยายามที่จะตีความมันไปต่างๆนานาและผลของมันก็คือเพลงนี้ขึ้นชาร์ตเพลงคันทรี ขึ้นชาร์ตเพลงป็อป ขึ้นชาร์ตเพลงอิสซี่ ลิสซึ่นนิ่ง มันข้ามเส้นแบ่งประเภทของเพลงได้อย่างประหลาด&lt;br /&gt;ผมเล่นกีตาร์นำในวง กีตาร์ไฟฟ้า ร็อคแอนด์โรล ผมไม่เคยคิดที่จะผันตัวเองไปเป็นนักกีตาร์อะคูสติก ดังนั้นผมจึงอยากลองที่จะพยายามขยายขอบเขตการเล่นกีตาร์ของตัวเอง ผมพยายามฝึกเล่นปิ๊คกิ้ง ผมอยู่ในห้องและก็หัดเกากีตาร์โปร่งของผมไปเรื่อยเปื่อย แล้วภรรยาผมก็เดินผ่านเข้ามาในห้อง&lt;br /&gt;“เพราะดีนะ คุณน่าจะเขียนเนื้อเพลงลงไป”&lt;br /&gt;“ผมแค่ฝึกเล่นเท่านั้นเอง มันยังใช้ไม่ได้หรอก”&lt;br /&gt;“แต่มันใช้ได้เลยนะ อย่าลืมใส่เนื้อลงไปล่ะ”&lt;br /&gt;แล้วเธอก็เคี่ยวเข็ญให้ผมแต่งเพลงนี้ออกมา จนในที่สุดผมก็จำต้องเขียนมันออกมาให้เธอ&lt;br /&gt;ในขณะที่เรากำลังซักซ้อมเตรียมงานสำหรับอัลบั้ม Point of Know Return ทุกเพลงพร้อมหมดแล้ว แต่ใครคนหนึ่งถามผมว่า”นายมีเพลงอื่นอีกหรือเปล่า”&lt;br /&gt;“เอ้อ ความจริงก็มีอยู่อีกเพลงหนึ่ง แต่พวกนายคงไม่ชอบหรอก มันไม่ใช่แคนซัส” ผมอิดเอื้อนที่จะเล่นมันให้พวกเขาฟัง แต่ก็ทนรบเร้าไม่ไหว ในที่สุดผมจึงเล่นมันด้วยกีตาร์โปร่งตัวนั้น&lt;br /&gt;“เราต้องทำเพลงนี้”&lt;br /&gt;ผมแปลกใจมาก เพราะผมปฏิเสธเพลงนี้ตั้งแต่แรก เราถกถียงกันภายในวง ผมบอกพวกเขาว่า “นี่มันไม่ใช่เรา”&lt;br /&gt;ใช่ มันคงบอกคุณแล้วว่า ผมถูก หรือ ผิด&lt;br /&gt;เพราะเพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลเพลงเดียวของวงเรา !&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/-ThwHuPmCQ/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/-ThwHuPmCQ/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Bad Company” / Artist : Bad Company&lt;br /&gt;Featured on Bad Company.Released 1974/Swan Song&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Paul Rodgers and Simon Kirke&lt;br /&gt;Paul Rodgers(singer/songwriter)  ตอนที่ผมบันทึกเสียงร้องในเพลง “Bad Company” พวกเราต่อสายไมค์และหูฟังออกมายาวกว่า 100 หลา ออกไปที่สนามหญ้า ในกลางดึกคืนหนึ่งท่ามกลางแสงจันทร์ มันให้แรงบันดาลใจและให้บรรยากาศที่ประหลาดล้ำ และนั่นคือสาเหตุที่ช่วยให้เสียงนั้นฟังโหยหวน หลอนๆ ลึกลับ มันถูกบันทึกเสียงที่นั่นกลางสนามหญ้า กลางดึก ใต้แสงจันทร์ เราใช้เวลาเซ็ททั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อทุกอย่างพร้อม เราใช้เวลาบันทึกเสียงแค่เทคเดียว&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/WXF_J1Vlp8/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/WXF_J1Vlp8/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Rikki  Don’t  Lose That  Number / Artist : Steely Dan&lt;br /&gt;Featured on Pretzel Logic.Released 1974/MCA&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Donald Fagen and Walter Becker&lt;br /&gt;Walter Becker(songwriter) นักข่าวบางคนถามเราว่า “Number” ในเพลงนี้หมายถึงกัญชา ใช่หรือไม่ รู้สึกว่ามันจะเป็นแสลงของซานฟรานซิสโกหรืออาจจะเป็นที่ไหนสักแห่ง แต่ความจริงก็คือ เราไม่เคยรู้เรื่องนั้นมาก่อนเลย&lt;br /&gt;Donald Fagen(singer/songwriter) จริง ๆ แล้วมันคือเบอร์โทรศัพท์ธรรมดา ๆ ผมว่าคนฟังควรจะฟังให้มันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ในมุมที่มันสว่าง ๆ จะดีกว่า มันก็เป็นเพลงรักธรรมดา ๆ ผู้ชายคนหนึ่ง ร่ำรวย สุภาพ อาศัยในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง และก็วิธีที่เขาจะจีบผู้หญิงคนนี้ให้ได้&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/mcmPRJuDG3/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/mcmPRJuDG3/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Killer Queen” / Artist : QUEEN&lt;br /&gt;Featured on Sheer Heart Attack.Released 1974 /Hollywood(rerelease)&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Freddie Mercury&lt;br /&gt;Freddie Mercury (singer/songwriter) คนส่วนมากคิดว่า “Killer Queen” นั้นหมายถึงแจ็กกี้ เคเนดี้ (Jackie Kennedy)&lt;br /&gt;แต่ว่า มันไม่ใช่ มันเกี่ยวกับอีตัวไฮคลาส ผมพยายามที่จะเล่าถึงเรื่องของกะหรี่ชั้นสูง ผมพยายามที่จะสื่อว่าในวงสังคมไฮโซนั้น คนชั้นสูงก็เป็นอีตัวได้ นั่นคือสิ่งที่เพลงนี้พูดถึง แต่ผมก็ชอบนะที่ผู้ฟังจะตีความกันไปต่าง ๆ นา ๆ ตามที่เขาเข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/obHCHRSzcl/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/obHCHRSzcl/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Daniel” / Artist : Elton John&lt;br /&gt;Featured on Don’t Shoot me I’m Only the Piano Player. Released 1973/MCA&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Elton John and Bernie Taupin&lt;br /&gt;Bernie Taupin (lyricist) ผมลืมไปแล้วว่าอ่านเจอที่ไหน ไม่แน่ใจว่าเป็นนิยสาร Time หรือ Newsweek เป็นเรื่องของนายแดเนียล(Daniel)นายทหารซึ่งเพิ่งกลับจากการรบที่เวียดนามแล้วกลับสู่บ้านเกิดของเขา เขาพยายามที่จะใช้ชีวิตที่เหลือของเขาอย่างสงบและพยายามที่จะลบภาพเหตุการณ์ในสงครามทั้งหมดที่เขาได้พบมา หากแต่เพื่อนบ้านไม่เข้าใจ ทุกคนพยายามที่จะให้เขาเป็น&lt;br /&gt;วีรบุรุษสงครามและไม่ยอมปล่อยให้เขาอยู่กับชีวิตที่สงบอย่างที่เขาต้องการ สุดท้ายนายแดเนียลจึงเกิดภาพหลอนในหัวเขาและจำเป็นต้องหนีจากเรื่องนี้ให้ได้ วิธีเดียวที่เขาทำได้ก็คือการเนรเทศตัวเองออกจากประเทศบ้านเกิด ผมเขียนเนื้อเพลงนี้เสร็จในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง จากนั้นผมถือเนื้อเพลงนี้ไปส่งให้เอลตัน เขาอ่านมัน จากนั้นก็ลุกออกจากโต๊ะอาหารเช้าของเขาและกลับมาในเวลาไม่ถึง 20 นาที&lt;br /&gt;“เฮ้ พวก เรามาทำเพลงนี้ให้เสร็จกันเถอะ” เอลตันพูดกับวง&lt;br /&gt;แล้วเพลงนี้ก็เสร็จเรียบร้อยในเย็นวันนั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/hvsEQFYKy0/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/hvsEQFYKy0/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“American Pie”/Artist : Don McLean&lt;br /&gt;Featured on American Pie.Released 1971/EMI&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Don McLean&lt;br /&gt;Don McLean (singer/songwriter) ผมเป็นคนที่สนใจในประเทศอเมริกาอย่างมาก และยังคงเขียนเพลงในมุมมองต่างๆรอบๆประเทศแห่งนี้ และครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าประเทศแห่งนี้ได้สูญเสีย&lt;br /&gt;ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเขียนบรรยายมันออกมาเป็นเพลง  ผมกำลังนั่งอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่ผมอาศัยอยู่ แล้วก็เริ่มต้นเขียนท่อนแรกของเพลงนี้ จากความทรงจำที่ผมพบในหนังสือพิมพ์ที่บอกว่า บัดดี้ โฮลี่ถูกฆาตกรรม ความทรงจำได้ปลดปล่อยพันธนาการในตัวผม เพราะหลังจากประโยคนั้นแล้ว ที่เหลือของเพลงก็หลั่งไหลออกมาเอง คล้ายกับว่าเพลงเขียนตัวมันเอง&lt;br /&gt;ผมหลงรักบัดดี้ โฮลี่และดนตรีของเขา และมันเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับผมมาก เพราะแค่เพียงปี 1964 คุณก็ไม่ได้ยินอะไรที่เกี่ยวข้องกับบัดดี้อีกแล้วหลังจากการตายของเขา ทุกคนลืมเขาไปแล้ว แต่สำหรับผม..ยัง  ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไรก็ตามที่ผมได้ยินเพลงของเขาจากตู้เพลง หรือพบแผ่นเสียงอัลบั้มที่ผมยังไม่มีผมจะซื้อมันมาทันที&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่าเพลง ๆ นี้จะช่วยกระตุ้นเตือนความรู้สึกและสำนึกของคนว่า สิ่งที่บัดดี้และดนตรีของเขาทำให้กับสังคมกำลังจะถูกมองข้าม  ใช่...บีทเทิ้ลไม่ได้มองข้าม  คนบางคนไม่ได้มองข้าม  แต่ว่าคนส่วนใหญ่มองข้าม ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจในคุณูปการที่เขามีต่อดนตรี ร็อค แอนด์ โรล&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/nXJ20LdstY/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/nXJ20LdstY/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“The End”/ Artist : the Doors&lt;br /&gt;Featured on The Doors.Released 1967/Elecktra&lt;br /&gt;Words &amp; Music by the Doors&lt;br /&gt;Jim Morrison (singer/songwriter) คืนนั้นผมออกไปดูหนังที่เวสท์วู้ด(westwood) ผมเดินเข้าไปในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ผมเห็นหญิงสาวคนหนึ่งท่าทางฉลาดและสะดุดตาต่อผู้พบเห็น เธอดูกระตือรืนร้นและเปิดเผย  เธอเห็นผมและจำผมได้จึงเดินเข้ามาทักทาย เธอถามผมเกี่ยวกับเพลง ๆ นี้  เธอมากับพยาบาลคนหนึ่ง เธอเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินเล่นได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงจากสถาบันโรคประสาทที่เธอพักรักษาตัวอยู่  ความจริงเธอเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย UCLA แต่เกิดอาการป่วยด้วยสาเหตุจากการเสพยาเกินขนาด  เธอพูดคุยกับผมและบอกกับผมว่าเธอชอบและชื่นชมเพลงนี้ของผมมากรวมทั้งเพื่อนๆนักศึกษาในชั้นของเธอก็เช่นเดียวกัน ครั้งแรกที่ได้ยินผมรู้สึกดีมาก แต่เมื่อได้พูดคุยกับเธอมันมีหลายสิ่งหลายอย่างปรากฏขึ้นในความรู้สึกของผม มีปริศนาและสิ่งลึกลับมากมายให้ขบคิด  ผู้คนมักชอบที่จะดึงเรื่องต่างๆเข้าไปเกี่ยวข้องกับตัวเอง ผมไม่เคยคิดเลยว่าผู้คนฟังเพลงแล้วจะซีเรียสกับสิ่งที่ได้ฟังขนาดนั้น  มันทำให้ผมต้องหันมาสนใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมากับการฟังเพลง&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/M0rNwlqCFl/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/M0rNwlqCFl/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Someone Saved My Life Tonight”/Artist : Elton John&lt;br /&gt;Featured on Captain Fantastic and the Brown Dirt Cowboy.Released 1975/MCA&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Elton John and Bernie Taupin&lt;br /&gt;Bernie Taupin (lyricist) เอลตันกำลังอยู่ในช่วงที่พยายามจะขมวดปมบางอย่าง ผมคิดว่าเขายังไม่ค่อยแน่ใจกับมันนัก เจ้าสิ่งนั้นมันทำให้เขาเครียดมาก  “ฉันจะต้องจบทุกอย่างลงให้ได้” เขาพูด  ผมรู้สึกเห็นใจและสงสารเขามาก  “นายทำได้” ผมให้กำลังใจเขาไป&lt;br /&gt;ผมกำลังเดินออกมาจากห้องของผม แล้วจมูกก็ได้กลิ่นแก๊ส ใครสักคนต้องเปิดแก๊สทิ้งไว้แน่ ๆ  ผมรีบเดินเข้าไปในครัว พระเจ้า ! เอลตันนอนอยู่บนพื้นในครัว กลิ่นแก๊สคลุ้งไปทั่วครัว สิ่งแรกที่ผมคิดคือ...” ตายห่า ! เขาพยายามจะฆ่าตัวตาย” แต่ความรู้สึกต่อมาก็ทำให้ผมยิ้มและหัวเราะออก เมื่อผมสังเกตเห็นว่าเขาเตรียมหมอนมาหนุนอย่างดี แล้วอีกอย่างหน้าต่างห้องครัวทุกบาน เปิดอยู่!&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/yjkSYsCrf8/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/yjkSYsCrf8/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Help” / Artist : the Beatles&lt;br /&gt;Featured on Help! Released 1965/Capital&lt;br /&gt;Words &amp; Music by John Lennon and Paul McCartney&lt;br /&gt;John Lennon (singer/songwriter/guitarist)  เมื่อเพลง “Help” ออกอากาศในปี 1965 ในตอนนั้นผมรู้สึกต้องการความช่วยเหลือ จริง ๆ คนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นแค่เพลงร็อกจังหวะเร็ว ๆ กระชั้น ๆ สนุก ๆ เพลงหนึ่งเท่านั้น ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรในตอนนั้น มันก็เป็นแค่เพลงที่ได้รับมอบหมายให้แต่งเพื่อประกอบในภาพยนตร์ แต่หลังจากนั้นผมรู้สึกว่าผมต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ มันเป็นช่วงที่ผมรู้สึกว่าตัวเอง”อ้วน”มาก ในยุคที่เอลวิสก็กำลัง”อ้วน” เหมือนกัน ซึ่งจะเห็นได้จากในหนังทั้งเขาและผม “อ้วน” ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย และเขาเองก็สูญเสียตัวตน  ผมจึงเขียนเพลงด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเองในวันที่ยังหนุ่ม และ เรื่องราวที่ประทับใจในวัยที่ต้องมองย้อนกลับไป  ......ผม”อ้วน” เครียด ผมร่ำร้อง เรียกหา ความช่วยเหลือ&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/hkPTozOhZt/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/hkPTozOhZt/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Wasted on the Way” / Artist :Crosby,Stills and Nash&lt;br /&gt;Featured on Daylight Again.Released 1982/Atlantic&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Graham Nash&lt;br /&gt;Graham Nash (singer/songwriter) ประเด็นสำคัญของเพลงนี้ที่ผมต้องการสื่อก็คือตามชื่อเพลง เราเสียเวลาไปมากมายกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ดึงเราออกไปจากการแต่งเพลง&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/74G4bQ8YJH/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/74G4bQ8YJH/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Here Comes The Sun” / Artist : the Beatles&lt;br /&gt;Featured on Abbey Road. Released 1969/Capital&lt;br /&gt;Words &amp; Music by George Harrison&lt;br /&gt;George Harrison (singer/songwriter/guitarist) เพลงนี้เขียนขึ้นในขณะที่บริษัท แอปเปิ้ล เริ่มต้น เหมือนคนเริ่มต้นเรียนหนังสือ เราเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะเป็นนักธุรกิจ เรียนรู้ที่จะเซ็นชื่อลงบนเอกสาร เซ็นนั่น...เซ็นนี่  อย่างไรก็ตาม หากฤดูหนาวในอังกฤษยาวนาน เมื่อถึงเวลาแห่งใบไม้ผลิมาถึง คุณก็จะมีความสุขกับมัน  วันนั้นผมตัดสินใจที่จะหนีงานในแอปเปิ้ล สักพัก  ผมเลือกไปเที่ยวบ้าน&lt;br /&gt;อีริค แคลปตัน (Eric Clapton) เดินเล่นในสวนของเขา การที่ไม่ต้องไปเจอะเจอกับบัญชีต่างๆช่างมีความสุขอย่างสุดวิเศษ ผมเดินเล่นรอบ ๆ สวนพร้อมกับกีตาร์โปร่งของอีริค แล้วก็แต่งเพลง “Here Comes the Sun”&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/dOglV4p8Z2/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/dOglV4p8Z2/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Imagine” / Artist : John Lennon&lt;br /&gt;Featured on Imagine. Released 1971 / Capital&lt;br /&gt;Words &amp; Music by John Lennon&lt;br /&gt;John Lennon (singer/songwriter)  “Imagine” ถือเป็นเพลงฮิตที่ยิ่งใหญ่มากไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก แม้ว่ามันจะต่อต้านศาสนา ต่อต้านการแบ่งเชื้อชาติ ต่อต้านระบบทุนนิยม แต่ด้วยความที่มันเคลือบด้วยน้ำตาล ทุกคนจึงยอมรับได้ และชอบมันด้วย  ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าต้องทำอย่างไรหากต้องการใส่การเมืองเข้าไปในบทเพลง ผมก็เติมน้ำผึ้งลงไปด้วยนิดหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/lz0yH2sTCI/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/lz0yH2sTCI/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;“Strawberry Fields Forever”/Artist : the Beatles&lt;br /&gt;Featured on Magical Mystery Tour. Released 1967/Capital&lt;br /&gt;Words &amp; Music by John Lennon and Paul McCartney&lt;br /&gt;John Lennon ( singer/songwriter/guitarist)  สิ่งที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ผมเป็นพวกแปลกแยกมาตลอด  แปลกแยกในโรงเรียนอนุบาล แตกต่างจากคนอื่น ๆ ผมแตกต่างแปลกแยกมาตั้งตลอดชีวิต  ท่อนที่สองของเพลงที่ว่า “No one I think is in my tree” ใช่ ผมขี้อาย และขี้สงสัยในตัวเอง ผมอาจจะเป็นอัจฉริยะหรือว่าคนบ้าก็ได้ “I meant it must be high or low” มีบางอย่างผิดปกติในตัวผม เพราะผมมักจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่น ๆ มองไม่เห็น ผมว่ามีแต่คนบ้าที่กล้าออกมาบอกว่าตัวเองเห็นสิ่งที่คนอื่นๆมองไม่เห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Born to be Wild”/ Artist : Steppenwolf&lt;br /&gt;Featured on Steppenwolf. Released 1974/MCA&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Dennis Edmonton&lt;br /&gt;Dennis Edmonton(songwriter) ฮอลลีวู้ด ผมกำลังเดินเล่นอยู่บนถนน สายตาก็เหลือบไปเห็นโปสเตอร์ใบหนึ่งเป็นรูปมอเตอร์ไซค์กำลังวิ่งทะลุโลกออกมา เปลวไฟลุกลามอยู่ด้านหลังคล้ายไฟจากภูเขาไฟมีข้อความเขียนไว้ว่า “Born to Ride” ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นผมได้ซื้อรถยนต์ส่วนตัวคันแรกของผม เป็นรถมือสอง ฟอร์ด ฟัลคอน  แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดก็ก่อกำเนิดไอเดียเขียนเพลง  ความร้อนแรงของมอเตอร์ไซค์รวมกับอิสระและความสนุกสนาน ผมรู้สึกว่าการมีรถยนต์คันนี้จะทำให้ผมสามารถที่จะไปที่ไหนๆในโลกนี้ได้อย่างที่ใจต้องการ.....”Born to be Wild” ไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงๆจังๆนักในครั้งแรก แม้แต่ที่ Leeds Music ซึ่งผมสังกัดอยู่ ผมรู้สึกว่าพวกเขายอมรับเพลงนี้เพราะผมเป็นพนักงานอยู่กับเขา โชคดีที่เพลงนี้ไปตกอยู่ในมือของ Steppenwolf พวกเขาทำให้เพลงนี้โด่งดัง สำหรับผมแล้ว เพลงนี้เหมือนเพลงที่โชคดี มากกว่าจะเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/wcdRdn8HWf/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/wcdRdn8HWf/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Carry on wayward Son”/Artist : Kansas&lt;br /&gt;Featured on Leftoverture. Released 1976/Kirshner&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Kerry Livgren&lt;br /&gt;Kerry Livgren (songwriter/guitarist) ผมเขียนเพลงนี้ ก่อนวันสุดท้ายของการซ้อมเพื่อเข้าห้องบันทึกเสียงอัลบั้ม ความจริงพวกเราไม่ได้ต้องการเพลงใหม่ในเวลานี้ เราต้องการเพียงแค่ทบทวน ตัดทอน ตบแต่งเพลงที่เรามีและได้เลือกเอาไว้แล้ว  ผมเดินเข้าไปในห้องซ้อมและบอกกับทุกคนว่า “ฉันมีเพลงใหม่อีกเพลงและคิดว่าบางทีพวกนายอาจจะอยากฟัง” พวกเขากลับพูดขึ้นว่า “เป็นเรื่องที่เหมาะเหม็งพอดี เราลองมาดูกันว่ามันเป็นยังไง อาจจะลองเข้าสตูดิโอแล้วดูซิว่ามันจะฟังเป็นยังไง” จากนั้นเราลองเอาเพลงนี้เข้าไปร้องในสตูดิโอแบบที่ยังไม่มีดนตรี ทุกคนมีความเห็นและความรู้สึกตรงกันว่า เพลงนี้น่าถูกบันทึกเสียงและทำหน้าที่เป็นเพลงเปิดของอัลบั้ม ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเพลงนี้จึงประสบความสำเร็จ ไม่รู้จริงๆ บางทีมันอาจจะเป็นเพราะมันมาถูกเวลาก็ได้&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่าเป้าหมายของผม เหมือนผมจะเข้าไม่ถึง แต่ผมก็รู้สึกว่าจะต้องเดินหน้าต่อไป(Carry on) และค้นหาต่อไป รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กดื้อ ที่ยังอยู่ห่างจากสัจธรรมแต่ก็พยายามที่จะเข้าถึงและรู้จักกับมัน เนื้อเพลงในตอนจบที่ว่า “จากนี้ไป ชีวิตคุณจะไม่ว่างเปล่าอีก แน่นอนสวรรค์รอต้อนรับคุณอยู่”  ดูเหมือนแปลก ๆ และเหมือนจะเป็นการรีบร้อนสรุปไปหน่อย แต่ก็มีบางอย่างที่ชักนำให้ผมใส่มันลงไป มันพิสูจน์แล้วว่าผมถูก&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/jCpDwiT4HE/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/jCpDwiT4HE/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Logical song” / Artist : Supertramp&lt;br /&gt;Featured on Breakfast in America. Released 1979/A&amp;M&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Roger Hodgson&lt;br /&gt;Roger Hodgson (singer/songwriter) คุณไม่สามารถเทศนาสั่งสอนคนได้ แต่คุณสามารถช่วยยกระดับจิตใจของพวกเขาได้ และผมคิดว่าเพลงนี้มันทำหน้าที่นั้น ผมไม่อยากใช้คำว่า”สาส์น”ที่เพลงนี้สื่อออกไป มันเป็นเรื่องการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็กของเรา เราเรียนรู้หลายสิ่งมากมายแต่ไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเราเองจริง ๆ เลย หรือไม่ก็น้อยมาก เราได้รับการสอนเกี่ยวกับเรื่องราวภายนอก แต่ไม่เคยได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวภายในตัวเราเลย ไม่เคยมีใครอธิบายให้เราได้เข้าใจเลย&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/WRwjJPnEcf/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/WRwjJPnEcf/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Smoke on the Water” / Artist : Deep Purple&lt;br /&gt;Featured on Machine Head. Released 1972 / Warner Brothers&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Ritchie Blackmore ,Ian Gillan , Roger Glover , Jon Lord and Ian Paice&lt;br /&gt;Roger Glover (bassist) เราตัดสินใจที่จะบันทึกเสียงอัลบั้ม Machine Head บนเวทีคอนเสิร์ต เพราะอยากจะได้บรรยากาศแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ พูดง่าย ๆ ก็คือเราจะทำการบันทึกเสียงสตูดิโอ อัลบั้ม ภายใต้เงื่อนไขการบันทึกเสียงคล้ายบันทึกการแสดงสด เพียงแต่ว่าไม่มีคนดูเท่านั้น&lt;br /&gt;เราเลือกสถานที่จากหลายแห่ง แล้วก็มาลงตัวที่คาสิโนที่มอนทรีออกซ์ (Montreux)...ที่นั่นแฟรงค์ แซปป้ากับวง The Mothers of Invention กำลังเล่นคอนเสิร์ตรอบบ่ายในวันก่อนที่จะถึงคิวของเราหนึ่งวัน เราได้รับเชิญเข้าไป แต่เราตั้งใจว่าจะไม่ขนเครื่องลงไปเพราะอาจจะทำให้สับสนกับเครื่องของแซปป้า เด็กขนเครื่องของเราตัดสินใจยังไม่เอาเครื่องดนตรีลงในวันนั้น แต่รอไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น การตัดสินใจครั้งนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างที่สุดสำหรับพวกเรา&lt;br /&gt;วงของแซปป้ากำลังสาละวนอยู่กับการตั้งเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนที่เปลวไฟจะเริ่มต้นลุกลามขึ้น(ทราบทีหลังว่ามีคนจุดพลุในงาน และหลบหนีไปได้ตอนที่ทุกอย่างชุลมุน) ผู้คนเริ่มหวาดกลัว ในเวลาเพียงไม่กี่นาที เปลวไฟก็ลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากนัก ผู้จัดงานต้องทำงานอย่างหนักทั้งทยอยผู้คนออกจากสถานที่และต้องจัดการดับไฟด้วยอุปกรณ์เท่าที่มีอยู่&lt;br /&gt;ใช้เวลา 7 ชั่วโมง ไฟก็เผาผลาญทุกอย่างจนราบคาบ ผู้จัดงานต้องเสียเครื่องเสียงระบบไฮไฟทั้งหมด ตัวอาคารรวมทั้งชื่อเสียงและทุกคนที่อยู่ในธุรกิจดนตรี แซปป้า เสียเครื่องดนตรีทั้งหมดไป กีตาร์ กลองและอื่นๆ ส่วนเราลืมเหตุผลที่จะต้องมาอยู่ที่นี่ทำไม&lt;br /&gt;ผู้จัดงานลืมปัญหาของเขาและมาช่วยเราจัดการเรื่องหาสถานที่สำหรับบันทึกเสียงแห่งใหม่  วันต่อมาเราย้ายไปที่คอนเสิร์ตฮอลเก่าแห่งหนึ่งแล้วก็เริ่มต้นบันทึกเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Ritchie Blackmore (songwriter/guitarist)  เราบันทึกเสียงเพลงนี้ในสถานที่ที่แตกต่างจากเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้มซึ่งทำกันที่ โรงแรม แกรนด์ โฮเทล ใน มอนทรีออกซ์(montreux) แต่เพลงนี้เราบันทึกเสียงกันในสตูดิโอเคลื่อนที่ซึ่งมันก็คือรถคอนเทนเนอร์นั่นเอง ด้วยเสียงที่ดัง วันนั้นตำรวจมาเคาะที่ประตูสตูดิโอ เรารู้ว่านั่นต้องเป็นตำรวจแน่นอน เรารู้ว่าหากเราเปิดประตูออกไป นายตำรวจนายนั้นก็คงพูดว่า “หยุดบันทึกเสียงได้แล้ว  เพราะมีคนโทรไปแจ้งความเรื่องเสียงดังรบกวน” ดังนั้นเราจึงไม่เปิดประตู  เราถามมาร์ตินว่า “แบบนี้ดีหรือยัง” เขาตอบว่า “ไม่รู้สิ ผมคงต้องฟังทั้งหมดเสียก่อนจึงจะรู้ว่า มันดีหรือยัง” ตำรวจที่อยู่ด้านนอกยังคงทุบประตูเรียก เราไม่ต้องการเปิดจนกว่าจะได้รู้ว่าเราได้เทคที่เราพอใจหรือไม่ ในที่สุดเราก็ได้ เมื่อประตูถูกเปิดตำรวจบอกกับพวกเราว่า “พวกนายต้องหยุดเสียงดัง แล้วก็ไปให้พ้นจากที่นี่เดี๋ยวนี้”&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/2vGtWKHpCv/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/2vGtWKHpCv/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Stairway to Heaven” / Artist : Led Zeppelin&lt;br /&gt;Featured on Untitled (Led Zeppelin IV).Released 1971 / Atlantic&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Jimmy Page and Robert Plant&lt;br /&gt;Jimmy Page (songwriter / guitarist) ผมหมกมุ่นอยู่กับกีตาร์โปร่งแล้วผมก็ได้บางส่วนของเพลงออกมา ซึ่งผมหลงใหลมันเลยทีเดียว ในขณะที่เขียนเพลงนี้ผมก็พยายามที่จะคิดวิธีการเรียบเรียงแบบใหม่ๆไปด้วย เช่น ผมไม่อยากให้มีเสียงกลองในช่วงแรกของเพลง จากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มเข้ามาจนถึงช่วงที่เพลงดังที่สุด และผมยังอยากให้จังหวะเป็นอย่างนั้นเหมือนกันคือค่อย ๆ เร็วขึ้นเรื่อย ๆ พูดได้ว่าแหกกฎของวิธีการเรียบเรียงดนตรีที่คุ้น ๆ สิ่งที่ไม่มีคนดนตรีคนไหนเขาทำกัน&lt;br /&gt;ผมได้โครงสร้างทั้งหมดแล้วจึงไปคุยกับจอห์น (John Paul Jones) เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจในความคิดของผม วันต่อมาเราเอาไอเดียไปคุยกับบอนแฮม (John Bonham) แรก ๆ บอนแฮมยังไม่ค่อยเข้าใจในช่วงกีตาร์โปร่ง 12 สายก่อนเข้าท่อนโซโล่ คุณต้องเข้าใจว่าช่วงแรก ๆ น่ะ มันยากมากเลยสำหรับทุกคนกว่าที่จะคุ้นกว่าที่จะจำได้ในช่วงนั้น แต่เมื่อเราเริ่มคุ้นกับมัน โรเบิร์ตก็เริ่มเขียนเนื้อเพลงออกมาและเนื้อทั้งหมดส่วนใหญ่ก็หลั่งไหลออกมาในช่วงนั้นนั่นเอง เขาไม่ต้องไปหลบนั่งคิดนั่งเขียนเลย มันออกมาตรงนั้นเลย ประหลาดมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Andy Johns (producer) ผมจำได้ว่าเคยคุยกับจิมมี่ว่าผมอยากให้ทางวงมีเพลงที่เริ่มต้นจากเบาๆเพราะๆสวยๆแล้วค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้น จิมมี่บอกว่า “ไม่ต้องห่วง ผมมีเพลงหนึ่งแบบนั้นสำหรับอัลบั้มนี้ นายรอฟังเอาแล้วกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;John Paul Jones (songwriter/bassist) ส่วนตัวผมชอบเพลง “Stairway” มาก อาจฟังดูน่าเบื่อแต่เพลงนี้มันเหมือนรวมทุกสิ่งทุกอย่างภายในวงไว้ทั้งหมดเลยทีเดียว จากเสียงอคูสติก แล้วเข้าสู่ช่วงที่แจ๊สหน่อย ๆ แล้วจึงเข้าสู่ช่วงหนักหน่วงจนกระทั่งจบเพลง มันเป็นเพลงที่สุดยอดและประสบความสำเร็จมากจริง ๆ ผมไม่ได้หมายถึงในด้านยอดขายนะ ผมหมายถึงวิธีที่ทุกอย่างร่วมกันทำงานได้อย่างลงตัวยอดเยี่ยม ทุกส่วนสร้างขึ้นมาได้อย่างลงตัวมาก&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/VxF2K2sj-G/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/VxF2K2sj-G/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;You Really Got Me / Artist : The Kinks&lt;br /&gt;Featured on You Really Got Me. Released 1964 / Rhino(re-released)&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Ray Davies&lt;br /&gt;Ray Davies (singer/songwriter/guitarist) ผมเขียนเพลงนี้เร็วมาก มันมีแค่ 4 บรรทัด ผมรู้สึกว่ามันต่อต้านบรรดาเพลงรักหวานๆที่ดัง ๆ  อาทิ “Sweet for My Sweet” หรือ “She love You” ซึ่งผมรู้สึกเอียน บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้เป็นคนเขียนมันก็ได้&lt;br /&gt;เมื่อการบันทึกเสียงเริ่มต้นขึ้น มันคล้ายกับคน 4 คนกำลังเดินทาง มันมีความรู้สึก มีอารมณ์ มีการทำลายล้าง มีการต่อสู้ และมีกึ๋นทั้งหมดอยู่ในเพลง ๆ นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Dave Davies (songwriter/guitarist) ผมไม่เคยเล่นกีตาร์ได้ดี ดังนั้นจึงหันเหไปทางทดลองด้านเสียงผมมีแอมป์ตัวเล็ก ๆ กำลังขยาย 5 วัตต์ยี่ห้อ El Pedo ซึ่งจะให้เสียงกีตาร์ที่บางมาก มันมักจะทำให้ผมรำคาญใจเสมอแต่มาคิดอีกทีคุณก็ไม่มีทางที่จะออกไปหาซื้อแอมป์ที่ให้เสียงแบบนี้ได้อีกแล้ว เมื่อพ้นจากความเบื่อหน่ายออกมาได้ ผมก็เริ่มชำแหละลำโพงด้วยเสียงกีตาร์คมเฉียบ&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/3-0fBUDLM2/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/3-0fBUDLM2/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Your Song” / Artist : Elton John&lt;br /&gt;Featured on Elton John. Released 1970 / MCA&lt;br /&gt;Words &amp; Music by Elton John and Bernie Taupin&lt;br /&gt;Elton John (singer/songwriter/pianist) คุณไม่มีทางที่จะหนีเพลง “Your Song” พ้น มันเป็นเพลงที่ไพเราะ งดงามด้วยภาษา มันถูกเขียนขึ้นมาด้วยเวลาเพียง 5 นาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bernie Taupin ( lyricist)  มันเป็นเพลงซึ่งคุณสามารถได้ยินได้ทุกที่ คุณได้ยินที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ได้ยินในห้างสรรพสินค้า ได้ยินใน&lt;br /&gt;ลิฟของโรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์  ในล็อบบี้ฮอลิเดย์ อินน์  ทุกๆที่ ทุกๆมุมในฮอลิเดย์ อินน์  มันกลายเป็นเพลงประจำฮอลิเดย์ อินน์ ไปซะแล้ว&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/fmWz1_LqwB/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/fmWz1_LqwB/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-117052256012645114?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/117052256012645114/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=117052256012645114' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/117052256012645114'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/117052256012645114'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='เรื่องหลังเพลงดัง'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-116974873428570678</id><published>2007-01-26T01:08:00.000+07:00</published><updated>2007-01-26T01:12:14.600+07:00</updated><title type='text'>Jimmy Webb</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/76069/jimmy%20webb.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/400/559715/jimmy%20webb.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่ผมยังเด็ก ผมเป็นคนที่คลั่งนิยายวิทยาศาสตร์มาก จิมมี่ระลึกความหลังให้ผมฟัง  วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ผมอยู่ที่โบสถ์ พ่อผมเป็นพลวงพ่ออยู่ที่นั่น ผมนั่งค่อนไปทางข้างหลังของโบสถ์ในมือมีบทสวดแต่ใต้บทสวดคือ&lt;br /&gt;นวนิยายวิทยาศาสตร์  พ่อผมกำลังยืนนำสวดอยู่ด้านหน้า เมื่อพ่อมองมาข้างหลังสายตาของพ่อคงมองเห็นพิรุธบางอย่างในตัวผม   “จิมมี่ ลูกทำอะไรอยู่น่ะ ไหนออกมาข้างหน้านี่ซิ” ผมลุกเดินออกไปด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควรทีเดียว “ยืนตรงนี้แล้วหันหน้าไปหาทุกคน” พ่อออกคำสั่ง “บอกกับทุกคนสิว่าแกอ่านอะไรอยู่”&lt;br /&gt;ผมจำต้องพูดออกไปว่า “Martian Chronicles” ครับ&lt;br /&gt;ด้วยสำเนียงโอคลาโฮมาที่นุ่มนวลและเนิบช้า ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าจิมมีกำลังพาเราเดินทางไปสู่เหตุการณ์บางอย่าง  ทุกภาพที่เขาเล่าไม่ได้เพียงแค่รื้อฟื้นความทรงจำแต่มันนำเขากลับไปที่นั่นเลยทีเดียว และเช่นกันเพลงที่เขาเขียนก็นำผู้ฟังไปยังที่ๆเขาเล่าไว้ในบทเพลง&lt;br /&gt;จิมมีเกิด 15 สิงหาคม 1946 ที่ เอลค์ ซิตี้(Elk City) โอคลาโฮมา ดินแดนที่สร้างสีสีนให้กับบทเพลงและความคิดแก่เขาอย่างมหาศาล  เมื่อผมถามถึงที่มาของเพลง”Wichita Lineman” เขาบอกว่า ไอเดียมาจากโอคลาโอมานี่แหละ เมืองที่ใกล้ๆกับแคนซัส เมืองที่แบนราบ เวิ้งว้าง โดดเดี่ยว  ไฮเวย์ที่ทอดยาวกับเสาไฟข้างถนนไกลจนสุดลูกหูลูกตา เขาเกิดและโตนี่นั่นตังแต่เด็ก และย้ายไปแอลเอกับครอบครัวเมื่ออายุ 18 ปี เริ่มต้นเป็นคนบันทึกเสียงเมื่อปี 1964  อายุ 21 จิมมี่ก็กลายเป็นคนแต่งเพลงที่โด่งดังคนหนึ่งของฮอลลี่วู้ด เขาเขียนเพลงดังหลายเพลง อย่างเช่นเพลง “By the Time I Got to Pheonix”ซึ่งร้องโดย จอห์นนี่ รีฟเวอร์(Johny Rivers) เพลง “Up Up and Away” โดย เดอะฟิฟ ไดเม็นชั่น (The Fifth Dimention)  เกลน แคมเบล&lt;br /&gt;(Glen Campbell) นักร้องที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควรจนกระทั่งเขาได้นำเพลงของจิมมีมาขับร้องเช่นเพลง “Wichita Lineman” “Galveston” “Where the Playground,Susie” “By the Time I Get to Phoenix” “Honey Come Back” รวมถึงริชาร์ด แฮร์ริสซึ่งพาตัวเองถึงจุดโด่งดังสุดขีดด้วยเพลงที่กล่าวถึงสถานที่สำคัญของแอลเอ “MacArthur Park”&lt;br /&gt; จิมมี่ไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักร้องเท่าไรเมื่อเทียบกับการเป็นนักแต่งเพลงของเขา อย่างไรก็ดีเขามีอัลบั้มที่ถือว่ายิ่งใหญ่ เริ่มต้นจาก “Words &amp; Music” ในปี 1970 “Suspending Disbelief” ในปี 1993 และในปี 1996 กับอัลบั้มที่นักฟังเพลงไม่สามารถมองข้ามได้ “Ten Easy Pieces”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณได้ทำนองแต่ละเพลงมาจากไหน&lt;br /&gt;จากหลายวิธี หลายทาง ผมเขียนเนื้อเพลงเยอะ ในสมัยก่อนผมแต่งเพลงในรถโดยที่ไม่ต้องมีเปียโน ผมร้องทำนองออกมา ร้องเนื้อเพลงออกมาในขณะที่ขับรถไปเรื่อยๆ นั่นเป็นครั้งเดียวมั๊งที่ผมทำได้อย่างนั้น   การเขียนเพลงของผม บางครั้งก็ได้เนื้อร้องก่อน บางทีก็ได้ทำนองก่อน บางครั้งก็มาพร้อมๆกันเลยทั้งเนื้อร้องและทำนอง &lt;br /&gt;สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดก็คือการได้จดไอเดียหรือเนื้อเพลงลงในสมุดบันทึก ผมจะมีสมุดโน้ตไว้บันทึกไอเดียเหล่านี้&lt;br /&gt;ผมมักจะบันทึกเนื้อเพลงที่ยังคร่าวๆไว้ก่อน จากนั้นผมก็จะไปที่เปียโนและเริ่มต้นค้นหาทำนองและสร้างอารมณ์ให้กับเพลงๆนั้น เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วผมจะรู้ว่าตัวผมเองกำลังตามหาอะไร ผมจะรู้ว่ากำลังจะทำอะไรตั้งแต่ตอนที่เริ่มต้นเสมอ  ผมไปไม่ถึงที่นั่นทุกครั้งหรอกนะ แต่ผมก็พยายามที่จะสร้างภาพเหล่านั้นออกมาในเพลงให้ชัดเจนที่สุด ภาพที่เพลงนั้นๆมันควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนตัวแล้ว คุณมักเริ่มต้นจากเนื้อเพลงก่อน&lt;br /&gt;มันเป็นเช่นนั้นบ่อยๆ ใช่ ผมชอบตั้งชื่อเพลง  ผมชอบที่จะเริ่มต้นจากชื่อเพลง ผมชอบที่จะใช้ชื่อเพลงที่ดีนำทางผมต่อไปในการแต่งส่วนที่เหลือแม้บางครั้งมันอาจจะไปจบลงที่ชื่อเพลงอีกชื่อหนึ่งไปเลยก็ได้  ชื่อเพลงมักจะเป็นส่วนหนึ่งหรือวลีหนึ่งในเนื้อเพลงเสมอ ถ้าคุณเริ่มต้นจากอะไรที่ชัดเจนแบบนี้ ในเวลาที่คุณเขียนเนื้อเพลงโอกาสที่คุณจะโฟกัสในเรื่องนั้นๆได้ตรงขึ้นก็มีมากขึ้น โอกาสที่จะหลงไปทางอื่นก็น้อยลง ผมจึงชอบใช้วิธีนี้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงชื่อเพลง เพลง “The Moon’s a Harsh Mistress” คุณตั้งชื่อก่อน แล้วค่อยเขียนเพลงทั้งหมดหรือเปล่า&lt;br /&gt;ชื่อเพลงนั้นมาจากจากเรื่องสั้นซึ่งเขียนโดย Robert A. Heinlein เรื่อง A Man Who Sold the Moon ผมชอบชื่อนั้นมากและมันติดอยู่ในใจผมตลอดมาเป็นปีๆ มันตามหลอกหลอนผม จนในที่สุดผมจึงต้องเขียนมันออกมาเป็นเพลง แต่โดยปกติผมจะไม่ค่อยใช้วิธีนี้ กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ การเอาชื่อของงานคนอื่นมาแต่งเพลง&lt;br /&gt;แต่ผมก็ไม่อยากปกปิด เพลงไหนทำแบบนั้นผมก็เอามาเล่าให้ฟัง มันเกิดขึ้น นานๆครั้งจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกทึ่งกับเพลงของคุณ ดูเหมือนว่าคุณมักจสร้างรูปแบบคอร์ด โครงสร้างคอร์ดแปลก และทำนองที่แปลกใหม่  คุณตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงความ”เก่า”และค้นหาสิ่งที่แปลกใหม่เหล่านั้น โดยตั้งใจหรือเปล่า&lt;br /&gt;นั่นไม่ใช่เรื่องที่สนุกสำหรับผมเลย ผมไม่ได้ชอบเลย ผมเลือกที่จะตัดต้นไม้ยังสนุกซะกว่า  แต่ทุกครั้งก่อนที่ผมจะเริ่มแต่งเพลง ผมจำเป็นจะต้องมีบางอย่างมารองรับคล้ายกับเท้าและขาของผม นั่นจะช่วยให้ผมรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้โครงสร้างที่ดีรองรับอยู่ และทำให้ผมกล้าที่จะเดินหน้าเพื่อเดินหน้าทำงานในขั้นตอนต่อๆไปในการเขียนเพลง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถทำได้หรือเปล่า  ทุกครั้งที่ผมเริ่มนั่งลงและลงมือทำผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจะทำได้เลย มันน่าหวาดเสียวมาก  ดังนั้นก่อนที่ตัวผมเองจะบอกกับตัวเองว่าจะลงมือแต่งเพลงด้วยไอเดียใดก็ตาม ผมจะต้องมีโครงสร้าง ทางคอร์ดที่ดีรองรับเสียก่อนและเป็นทางคอร์ดที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม นั่นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสิ่งแรกเลยทีเดียวสำหรับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าอย่างนั้นคุณก็ใช้เวลามากกับการค้นหารูปแบบและโครงสร้างของคอร์ดโดยที่ยังไม่มีทำนองและเนื้อร้องเลย&lt;br /&gt;ใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนที่คุณค้นหาคอร์ด มันช่วยให้คุณคิดทำนองได้ด้วย หรือว่า ต้องมาคิดทีหลัง&lt;br /&gt;ผมจะเริ่มต้นทำงานจากการหาโครงสร้างของคอร์ดก่อนและหากผมพบโครงสร้างคอร์ดที่น่าสนใจมันก็จะช่วยสร้างทำนองที่น่าสนใจตามมา   มันยากมากที่โครงสร้างคอร์ดที่ดีจะสร้างทำนองที่น่าเบื่อ  โครงสร้างคอร์ดที่น่าสนใจจะช่วยทำให้ตัวทำนองของเพลงนั้นๆน่าสนใจโดยคาดไม่ถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงสร้างของเพลงควรจะต้องแตกต่าง โดดเด่น เช่นไร&lt;br /&gt;ใช่ มันต้องโดดเด่นและแตกต่าง โครงสร้างของเพลงแบบ เวิร์ส คอรัส บริดจ์ เวิร์ส คอรัส เป็นรูปแบบโครงสร้างที่ใช้เขียนเพลงกันมาเป็นล้านๆเพลงแล้ว ผมรู้สึกว่าเราควรลืมโครงสร้างแบบนั้นไปได้เลย เรารู้อยู่แล้วว่าเพลงมันจะออกมาเป็นอย่างไร เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงสร้างเพลงที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เหมือนจะเป็นตัวจำกัดความคิดสร้างสรรค์ในการแต่งเพลง ?&lt;br /&gt;ผมรู้สึกเบื่อเพราะผมจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าเพลงมันจะออกมาเป็นยังไง  ผมคิดว่าพวกเราในฐานะที่อยู่ในธุรกิจเพลงนี้พวกเราควรที่จะต้องสร้างความรู้สึกนี้ให้กับสังคมและคนรุ่นใหม่ ให้พวกเขารู้สึกประทับใจโดยเฉพาะพวกคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ที่พร้อมจะยอมรับทุกสิ่งที่แปลกใหม่ และตกใจกับเรื่องใหม่ๆตลอดเวลาอยู่แล้ว&lt;br /&gt;โครงสร้างแบบเดิมนี้ ทำให้ผมเบื่อหน่าย  แต่ผมเองก็จะไม่ออกอัลบั้มใหม่ของผมโดยการแต่งเพลงแบบอิสระอย่างที่ว่าหรอกนะ ผมไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพียงคนเดียว ผมก็มีปัญหาที่จะหาทางขายอัลบั้มของผมอยู่แล้ว  คำถามก็คือ  เราทำอย่างอื่นได้อีกหรือเปล่า  มันมีอีกโลกอีกโลกให้เราพิชิตหรือเปล่า มันมีอะไรเหลือให้เราค้นพบอีกหรือไม่  มันมีอะไรอีกนอกจากที่มีอยู่ให้เราสำรวจรึเปล่า  นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะถามพวกคุณ ผมคิดว่ามันยังมีจักรวาลแห่งความเป็นไปได้อยู่ข้างนอกนั่น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-116974873428570678?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/116974873428570678/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=116974873428570678' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116974873428570678'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116974873428570678'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2007/01/jimmy-webb.html' title='Jimmy Webb'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-116931355898862347</id><published>2007-01-21T00:09:00.000+07:00</published><updated>2007-01-21T00:19:19.000+07:00</updated><title type='text'>100</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/898886/6.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/200/269034/6.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/805667/5.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/200/893953/5.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/697712/4.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/200/201228/4.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/826401/3.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/200/657991/3.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/919056/2.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/200/418678/2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/1600/575390/1.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1166/1727/200/367117/1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เป็นวันที่ผมเดินทางมาถึงหน้าสุดท้ายของ หนังสือ “ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว” หนังสือที่รวบรวม 100 เพลงจากปลายปากกาของบอย ตรัย ที่รวบรวมเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละบทเพลงมาเล่าสั้น ๆ พร้อมกับได้รับการช่วยเหลือจากคุณวิภว์ (อดีตบรรณาธิการนิตยสาร แฮมเบอร์เกอร์) มาช่วยเล่าเรื่องตั้งแต่วัยเด็กของบอย เรื่อยมาจนถึงวันนี้ ผมใช้เวลาในห้องน้ำอยู่หลายวันทีเดียวกว่าจะเดินทางมาถึงหน้าสุดท้ายของร้อยเพลงของคุณบอย (ต้องขออภัยที่ผมใช้เวลาถ่ายทุกข์ศึกษาการเดินทางของชีวิตคุณบอย แต่ผมรู้สึกว่าแต่ละบทของ ร้อยเพลง มันกำลังพอดิบพอดีกับระยะทางในการถ่ายทุกข์ของผมพอดี ) ผมชื่นชมในไอเดียของคุณบอย ที่ทำหนังสือลักษณะนี้ออกมา แม้จะอยากให้มีข้อมูลเบื้องหลังของแต่ละเพลงให้มากกว่านี้ แต่ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่นับว่ากล้าทีเดียว เพราะบอยนับเป็นคนแต่งเพลงที่ยังเด็ก ถือเป็นเด็กรุ่นใหม่ แต่มีผลงานครบ 100 เพลงไปแล้ว และยังนำเรื่องราวทั้งหมดทั้งที่เกี่ยวกับการเดินทางของชีวิตตัวเอง และการเดินทางของบทเพลง มาบันทึกไว้ในวันนี้ ในโอกาสครบ 100 เพลง ..........หากยังไม่ครบ 100 ผมก็คงยังไม่ได้เห็นหนังสือดีดี เล่มนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ เป็นวันที่ผมเห็นภาพที่คิดว่าตัวเองไม่เคยเห็นมาก่อนในจอทีวี ผมเห็นภาพกรุงเทพในอดีต เห็นรถราง รถลาก เห็นแม่น้ำและมีคนภายเรือยิ้มแย้มแต่ฉากหลังกลับเป็นภาพคุ้นๆ นั่นคือพระที่นั่งอนันตสมาคม ผมไม่ทราบว่าตรงนั้นเคยเป็นแม่น้ำหรือว่าปีนั้นน้ำท่วมหนักกรุงเทพ ฯ ผมตกตะลึงกับภาพดังกล่าว อยากจะรู้นักว่าเป็นโฆษณาของสินค้าอะไร เป็นโฆษณา ธนาคารไทยพาณิชย์ ครบรอบ 100 ปี&lt;br /&gt;..........หากยังไม่ครบ 100 ผมก็คงยังไม่ได้เห็นภาพเก่า ๆ เหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เป็นวันที่ผมอดที่จะมานั่งคิดไม่ได้ว่า 100 นั้นมันเข้ามาวนเวียนกับชีวิตผมช่วงนี้ถี่เหลือเกิน เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้ผมก็เพิ่งได้รับเมลจากเพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้ เป็นสถิติที่แปลกประหลาด ของชีวิตคนสองคนที่มีเส้นทางชีวิตอยู่ในยุคที่ต่างกันอยู่ 100 ปี&lt;br /&gt;แต่กลับมีสิ่งที่เหมือนกันอย่างประหลาด สองคนที่ว่านี้คือ ประธานาธิบดี ลินคอน และ ประธานาธิบดี เคเนดี้ ความแปลกประหลาดของสถิติเริ่มต้นดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลินคอนได้รับเลือกเข้าสภาในปี 1846&lt;br /&gt;เคเนดี้ได้รับเลือกเข้าสภาในปี 1946&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลินคอนได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี ในปี 1860&lt;br /&gt;เคเนดี้ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี ในปี 1960&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งคู่ถูกลอบสังหารในวันศุกร์ และ ถูกยิงที่ศรีษะเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากสถิติดังกล่าวยังไม่แปลกพอ ขอให้อ่านต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลขา ของประธานาธิบดีลินคอน มีชื่อว่า เคเนดี้&lt;br /&gt;ส่วนเลขาของประธานาธิบดีเคนเนดี้ มีชื่อว่า ลินคอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่มารับตำแหน่งต่อจากทั้งคู่เป็นชาวใต้เหมือนกันและชื่อจอห์นสันเหมือนกันอีก&lt;br /&gt;แอนดรูว์ จอห์นสัน ผู้รับตำแหน่งต่อจากลินคอน เกิดในปี 1808&lt;br /&gt;ลินดอน จอห์นสัน ผู้รับตำแหน่งต่อจากเคเนดี้ เกิดในปี 1908&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จอห์น วิลเกส บูท มือปืนผู้รอบยิงลินคอน เกิดในปี 1839&lt;br /&gt;ลี ฮาร์วีย์ ออสวอน มือปืนผู้รอบยิงเคเนดี้ เกิดในปี 1939&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลินคอนถูกลอบยิงในโรงหนังชื่อ “ฟอร์ด”&lt;br /&gt;เคเนดี้ถูกลอบยิงในรถลินคอน ของ “ฟอร์ด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลินคอนถูกลอบยิงในโรงหนัง ฆาตกรวิ่งหนีไปซ่อนตัวในโกดังเก็บของ&lt;br /&gt;เคเนดี้ ถูกลอบยิงจากโกดังเก็บของแล้วฆาตกรวิ่งหนีเข้าไปหลบในโรงหนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฆาตกรทั้งคู่ถูกเก็บก่อนที่จะได้ขึ้นศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลสุดท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ลินคอนจะถูกลอบสังหารเขาอยู่ที่เมืองมอนโรว์ แมรีแลนด์&lt;br /&gt;หนึ่งสัปดาห์ก่อนเคเนดี้จะถูกยิง เขาอยู่กับมารีรีน มอนโรว์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-116931355898862347?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/116931355898862347/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=116931355898862347' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116931355898862347'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116931355898862347'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2007/01/100.html' title='100'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-116341571103014937</id><published>2006-11-13T17:58:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T15:53:43.984+07:00</updated><title type='text'>" ก้น "</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/jazz%20album.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/jazz%20album.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/Bicycle_fat.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/Bicycle_fat.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สาวคนหนึ่งเคยถามคำถามที่ทำให้ผมต้องใช้เวลาคิดอยู่นานทีเดียว  “ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบส่วนใดในตัวผู้หญิงมากที่สุด” ผมบอกเธอว่า น่าจะต่างจิตต่างใจนะ ถ้าส่วนตัวผมแล้วผู้หญิงต้องขาเรียวสวย ผิวสวย นอกนั้นสำหรับผมยังไงก็ได้ เธอบอกว่าเท่าที่เธฮรู้จักเพื่อน ๆ หนุ่มด้วยกันส่วนใหญ่มักจะชอบมองก้นและหน้าอก สองอย่างนี้คือประตูหน้าที่บรรดาหนุ่ม ๆ จะให้ความสนใจ &lt;br /&gt;ด้วยคำถามเดียวกัน ผมถามเธอกลับบ้าง “แล้วสาวๆ สมัยนี้มองส่วนไหนของผู้ชาย” เธอบอกว่าบั้นท้ายนั่นแหละที่จะสามารถดึงดูดความสนใจให้บรรดาสาว ๆ เคลิบเคลิ้มและคลั่งไคล้ในตัวหนุ่มผู้นั้นได้ “สาว ๆ ก็ให้ความสำคัญกับก้นของชายหนุ่มด้วยหรือนี่” ถ้าไม่ออกมาจากปากของตัวแทนสาว ๆ ผมคงไม่มีวันเชื่ออย่างแน่นอน เธอบอกว่าค่านิยมชื่นชมบั้นท้ายชายหนุ่มเกิดขึ้นในเมืองนอกสาว ๆ ต่างชาติจะพิจารณาก้นของชายหนุ่มก่อนอื่นที่จะเข้าไปทำความรู้จัก ว่ากันว่า&lt;br /&gt;แบรด พิต ในหนังเรื่อง ทรอย ทำให้สาว ๆ กลับมาให้ความนิยมในตัวเขาอีกครั้งจากพลังเสน่ห์แห่งบั้นท้ายของเขา ค่านิยมดังกล่าวเริ่มลุกลามมาสู่สาวไทยของเรา เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมเองก็ไม่ทราบได้ นั่นเป็นเพียงความคิดเห็นของตัวแทนเพียงคนเดียวของบรรดาสาวไทย&lt;br /&gt;ผู้ชายคลั่งก้นสาว ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ผมพอจะได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่ผู้หญิงก็จ้องมองก้นผู้ชายเหมือนกัน เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม (เพราะไม่เคยสังเกตและไม่เคยถามใคร)&lt;br /&gt;ผมเคยพบบทความหนึ่งในเว็บและได้เซฟเก็บไว้(ขออภัยที่ไม่ได้จำที่มาของบทความแต่ขอขอบคุณเจ้าของบทความไว้นะที่นี้ด้วยครับ)จะขอนำมาเล่าต่อดังนี้ เขาว่าก้นสามารถบอกนิสัยใจคอของสาวผู้เป็นเจ้าของได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้นแบบที่ 1 "ก้นกลมกลึงและผึ่งผาย"&lt;br /&gt;ความกลมกลึง และ ผายใหญ่ของก้นสาว ประเภทนี้ บ่งบอกถึง ความมีเสน่ห์ ทางเพศของนางจนเต็มล้น ซึ่งคุณย่อมทราบดี ว่ายามที่ นางเคลื่อนไหวส่ายก้นนั้นจะเร้าใจขนาดไหน นางผู้นี้จะมีนิสัย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบเข้าสังคม ทั้งยังเป็นสาวที่เปิดเผย พูดจา ตรงไปตรงมา และ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และด้วยความมั่นใจ ในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม นางจึง ชอบความท้าทาย เป็นพิเศษ แต่ก็เบื่อกับความ จำเจ เช่นกัน ดังนั้นควรพาเธอ เปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้าง เพื่อชีวิตรักที่ยืนยง&lt;br /&gt;ก้นแบบที่ 2 "ก้นจิ๋วแต่แจ๋ว"&lt;br /&gt;ลักษณะก้นของนางผู้นี้ แม้จะเล็กแต่ก็แน่น ปึ๋งปั๋ง เรียกว่า แม้จะ ดูปริมาณไม่มาก แต่คุณภาพคับจอ นางจะเป็นคนไม่ชอบพูดพล่ามมากนัก เพราะนางเป็นนักปฏิบัติที่ดีนักแล จนคุณ อดสะท้านในความมหัศจรรย์ไม่ได้ นางผู้มีก้นเล็กนี้ จะชอบอะไรที่สนุกสนาน และ โลดโผน ความมีชีวิตชีวาของนาง จะทำให้คุณประทับใจ แต่นางก็เป็นสาวเอาแต่ใจตัวเอง และมักไม่ปล่อยตัว ปล่อยใจ ให้เตลิดเปิดเปิง เพราะนางใช้สมองตัดสินใจ มากกว่าอารมณ ์แต่ถ้าทั้งสองอย่างมาบรรจบกันความสุขนานับประการจะตกอยู่ที่คุณ&lt;br /&gt;ก้นแบบที่ 3 "ก้นแบนและแฟบ"&lt;br /&gt;สำหรับนางที่มีก้นแบน มักจะแสดงออกถึงความเป็นสาวที่ รักนวลสงวนตัวเป็นที่ตั้ง เหตุเพราะความไม่มั่นใจ ในสรีระร่างกายเป็นที่ตั้ง นางจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น คุณจึงมีหน้าที่เป็นผู้สร้างอารมณ์ให้กับนางเท่านั้น เพราะนางจะชอบเก็บเนื้อเก็บตัว และ ชอบครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว แต่เมื่อนางคิดอยากจะให้ใครมา สัมผัสเนื้อนูนของนางแล้วนั้น นางจะจงรักภักดีไปตลอดกาล&lt;br /&gt;ก้นแบบที่ 4 "ก้นย้อยและย้วย"&lt;br /&gt;นางใดที่เป็นเจ้าของก้นลักษณะนี้ มักจะมีอายุเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะด้วย แรงดึงดูดของโลก ผนวกกับกาลเวลา จึงแปรผันให้นางเป็นเช่นนี้แล นางจะ เป็นสาวชอบสันโดษ ไม่ชอบความท้าทาย เป็นอย่างยิ่ง และนางก็จะไม่ฟิตเท่าที่ควร หากคุณ (ยัง) อยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนาง จำต้องสรรหา สถานที่ที่เป็นส่วนตัว แบบสุดๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะนางจะรู้สึกกังวล และ ไม่กล้าเปิดเผย แต่นางก็เป็นคนที่รักสงบ และ ไม่ชอบระรานใคร&lt;br /&gt;ก้นแบบที่5 "ก้นงอนและกลมกลึง"&lt;br /&gt;หากนางใดได้เป็นเจ้าของ บั้นท้าย ลักษณะนี้ ถือว่ามีโชคและสิริมงคลต่อผู้เป็นเจ้าของ ทั้งทางนิตินัย และทางพฤตินัย นักแล เพราะก้นนี้ เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ ความสำเร็จในชีวิต และ ความมั่งคั่ง แต่บางครั้งอารมณ์นางจะทำให้คุณ เกิดปัญหาบ้าง เพราะมีครบทุกรส ขึ้นอยู่ที่ว่า คุณจะประคับประคอง และ รู้หลบรู้หลีก ไปได้ดีแค่ไหน สำหรับเรื่องความร้อนแรงนั่นเล่า นางจะต้องการ อย่างไม่มีวันจบสิ้น นางชอบความ เร้าใจอยู่เสมอ ผู้ใดเป็นเจ้าของทั้งทางนิตินัย และ พฤตินัยของนาง จะประสบความสำเร็จในชีวิต มั่งคั่งและ ร่ำรวยเงินทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Fat Bottomed Girls &lt;br /&gt;Queen.&lt;br /&gt;album Jazz.&lt;br /&gt;released in 1978&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;are you gonna take me home tonight &lt;br /&gt;ah down beside that red firelight &lt;br /&gt;are you gonna let it all hang out &lt;br /&gt;fat bottomed girls &lt;br /&gt;you make the rockin' world go round &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;hey i was just a skinny lad &lt;br /&gt;never knew no good from bad &lt;br /&gt;but i knew life before i left my nursery &lt;br /&gt;left alone with big fat fanny &lt;br /&gt;she was such a naughty nanny &lt;br /&gt;heap big woman you made a bad boy out of me &lt;br /&gt;hey hey &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;i've been singing with my band &lt;br /&gt;across the wire across the land &lt;br /&gt;i seen ev'ry blue eyed floozy on the way &lt;br /&gt;but their beauty and their style &lt;br /&gt;went kind of smooth after a while &lt;br /&gt;take me to them dirty ladies every time &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;oh won't you take me home tonight &lt;br /&gt;oh down beside your red firelight &lt;br /&gt;oh and you give it all you got &lt;br /&gt;fat bottomed girls you make the rockin' world go round &lt;br /&gt;fat bottomed girls you make the rockin' world go round &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;hey listen here &lt;br /&gt;now your mortgages and homes &lt;br /&gt;i got stiffness in the bones &lt;br /&gt;ain't no beauty queens in this locality i tell you &lt;br /&gt;oh but i still get my pleasure &lt;br /&gt;still got my greatest treasure &lt;br /&gt;heap big woman you gonna make a big man out of me &lt;br /&gt;now get this &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;oh you gonna take me home tonight please &lt;br /&gt;oh down beside your red firelight &lt;br /&gt;oh you gonna let it all hang out &lt;br /&gt;fat bottomed girls you make the rockin' world go round &lt;br /&gt;fat bottomed girls you make the rockin' world go round &lt;br /&gt;get on your bikes and ride &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;oooh yeah them fat bottomed girls &lt;br /&gt;fat bottomed girls &lt;br /&gt;yeah yeah yeah &lt;br /&gt;fat bottomed girls &lt;br /&gt;yes yes&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/nA3FgBT-37/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/nA3FgBT-37/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลงนี้เป็นหนึ่งในหลาย ๆ เพลงของวงควีน (ราชาในนามราชินี สำนวนของคุณวิฑูร วทัญญู ดีเจชื่อดังสมัยผมยังเด็ก)ที่ผมชอบมาก ความจริงก็ชอบเกือบจะทุกเพลง ผู้แต่งเพลงนี้คือมือกีตาร์ของวงไบรอัน เมย์ (Brian May) ประเด็นหลักที่ต้องการสื่อสารคือผู้หญิงสวยอาจจะไม่สวยอย่างที่เห็นก็เป็นได้ ปัจจุบันสมาชิกของควีนยังอยู่ครบคือ กีตาร์ : Brian May  เบส : John Deacon&lt;br /&gt;กลอง : Roger Taylor ส่วนเปียโน – นักร้องนำ – และคนเขียนเพลงส่วนใหญ่ คือ &lt;br /&gt;Freddie Murcury ได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้วจากการติดเชื้อเอดส์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-116341571103014937?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/116341571103014937/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=116341571103014937' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116341571103014937'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116341571103014937'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/11/blog-post_13.html' title='&quot; ก้น &quot;'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-116300283784316880</id><published>2006-11-08T23:17:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T13:30:03.049+07:00</updated><title type='text'>"น้ำ"</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/the%20newseeker.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/the%20newseeker.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมลืมไปแล้วว่าครั้งแรกที่ผมต้องจ่ายเงินซื้อ ”น้ำเปล่า” กินนั้น มันตั้งแต่เมื่อไรกัน จำได้แต่ว่าตอนเด็ก ๆ นั้นไม่ว่าจะไปกินก๊วยเตี๋ยวที่ร้านไหน หากสั่งน้ำแข็งเปล่าก็จะได้รับการบริการฟรี ไม่เสียเงิน ยกเว้นวันไหนมีตังค์เหลือก็สั่งน้ำอัดลมมากิน วันนั้นไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งข้างหน้า “น้ำเปล่า” จะมีราคาและนำมาขายได้ และขายดีซะด้วย เมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยม ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวเดนมาร์ก เที่ยวบินนั้นต้องแวะค้างที่กรุงอัมมันประเทศจอร์แดนหนึ่งคืน ผมกับแม่ได้มีโอกาสแวะชิมอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เราสองแม่ลูกก็ลองสั่งอาหารพื้นบ้านของเขา ซึ่งเราทั้งคู่ไม่รู้จักสักรายการ อาศัยจิ้ม ๆ ในรายการอาหาร และสอบถามคร่าว ๆ ถึงเมนูนั้น ๆ พร้อม ๆ กับชำเลืองมองราคาไปด้วย ในหัวก็คำนวนออกมาเป็นเงินบาท เมื่อถึงเครื่องดื่ม ผมสั่งโคคา โคล่า แม่ขอน้ำเปล่า&lt;br /&gt;เมื่อบริกรเดินจากไป ผมก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับเมนูเล่มนั้น เพราะไม่รู้จะไปสนใจอะไร จึงใช้เวลาไปกับการไล่สายตาไปบนรายการอาหารและดูราคาพร้อมคำนวณออกมาเป็นเงินบาท เมื่อไล่มาถึงน้ำเปล่า ก็ตกใจว่าน้ำเปล่ามามีในรายการอาหารและเครื่องดื่มด้วยหรือ และยิ่งให้ตกใจไปมากกว่านั้น ราคาของมันเมื่อคำนวณเป็นเงินบาทแล้วสูงมาก ผมจำราคาไม่ได้ แต่จำความรู้สึกตกใจในตอนนั้นได้  ขนาดน้ำเปล่ายังแพงขนาดนั้นแล้วโคคา โคลา ของผมมันจะราคาเท่าไรกันล่ะนี่ แต่แล้วก็ผิดคาด โคคา โคลา ของผมราคาถูกกว่าน้ำเปล่ามาก แม้กระทั่งเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ เบียร์ เหล้า ก็ราคาถูกกว่า นั่นอาจจะเกือบ ๆ 30 ปีมาแล้ว ความรู้สึกของผมตอนนั้นคิดว่าเมืองทะเลทราย น้ำคงหายาก จึงนำเอามาขายในราคาสูง ๆ ได้ สู้เมืองไทยเราไม่ได้ น้ำเปล่า (หรือที่เรียกกันติดปากเวลาไปกินตามร้านว่า”น้ำแข็งเปล่า”) นั้นให้ฟรี นั่นเป็นเรื่องมูลค่าของ”น้ำ”ที่เพิ่มมูลค่าขึ้นทุกวัน จนเราไม่ทันสังเกต&lt;br /&gt;ผมเคยมีคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับ”น้ำ”มากมายหลายคำถาม เริ่มต้นตั้งแต่เรียนวิชาภูมิศาสตร์ที่ตำราสอนไว้ว่า แผ่นดินกับแผ่นน้ำนั้นมีสัดส่วน 1:3 หมายถึงว่าบนโลกเรานั้นมี่พื้นดินเพียง 1 ใน 3 ของพื้นน้ำ โตขึ้นมาผมจินตนาการคำถามกับตัวเองต่อไปว่าในอนาคตสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ ก่อนหน้าที่สัดส่วนจะเป็น 1:3 นั้น สัดส่วนเคยเป็น 2:2 หรือไม่ แล้วผืนน้ำก็เพิ่มขึ้นเบียดให้ผืนดินเหลือเพียง 1 ส่วน หากเป็นเช่นนั้นในวันข้างหน้าผืนดินเราจะลดลงไปอีกหรือเปล่า จนในที่สุดโลกอาจจะเป็นน้ำทั้งหมดก็ได้ แล้วคำถามก็ได้รับคำตอบว่าเป็นไปได้เพราะน้ำแข็งที่ขั้วโลกมีโอกาสละลาย จนน้ำท่วมโลก แต่ผมก็ไม่ทราบว่ามันจะอีกนานแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามที่ตามมาเกี่ยวกับ”น้ำ”ของผมก็คือ น้ำมีชีวิตจิตใจหรือเปล่า แล้วก็ดูเหมือนผมจะได้คำตอบเมื่ออ่านหนังสือเจอการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่ทำการทดลองและสรุปเอาไว้ว่าน้ำมีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ เขานำน้ำมาส่องกล้องดูผลึกของน้ำซึ่งก่อนส่องก็จะพูดคำเพราะ ๆ ให้น้ำฟัง แล้วนำมาส่องดูผลึก ๆ จะสวยงามมาก จากนั้นก็นำน้ำแก้วเดียวกันนั้นมาพูดคำหยาบคายต่าง ๆ นา ๆ ให้ฟัง ผลึกของน้ำจะดูน่ากลัว และยังทำการทดลองอีกหลาย ๆ วิธีผมจำไม่ได้ซะแล้ว ซึ่งก็ได้บทสรุปออกมาว่า”น้ำ” มีชีวิต จิตใจและมีอารมณ์&lt;br /&gt;และยังเคยอ่านหนังสือพบว่า ถ้าคุณตื่นนอนตอนเช้าแล้วยังไม่ต้องแปรงฟันแต่ดื่มน้ำอุณหภูมิปกติให้ได้ในคราวเดียว 5 แก้ว จนเป็นนิสัยไปตลอด ร่างกายของคุณจะแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ระบบขับถ่ายและระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะทำงานได้อย่างดี ผมไม่ทราบว่าจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ลองดูก็ไม่เห็นจะเสียหาย เพราะอย่างไรเสียน้ำก็มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้เมื่อเข้าร้านอาหารผมมักจะสั่งโค้ก เพราะราคาก็ไล่ ๆ กันกับน้ำ และตัวเองก็รู้สึกเอาเองว่า ในราคาที่ใกล้เคียงการดื่มน้ำอัดลมน่าจะคุ้มค่ากว่าน้ำเปล่า(คิดโง่ ๆ หรือเปล่าไม่รู้) นอกเสียจากบางครั้งที่รู้สึกว่าพุงตัวเองชักยื่น ๆ และอึดอัดก็จะสั่งน้ำเปล่า เพราะน้ำอัดลมนั้นมีส่วนทำให้พุงป่องอย่างแรง ถึงเวลานี้จึงอยากรู้นักว่าไอ้น้ำอัดลมนี่มันเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรกันนะ เท่าที่จำได้เกิดมาผมก็เจอกับมันแล้ว และที่จำได้ลึก ๆ(หมายถึงถ้าไม่นั่งคิดจริง ๆ ก็อาจลืมไปแล้ว)ก็คือหนังโฆษณาของโคคา โคลา ซึ่งตอนนั้นผมน่าจะอายุไม่เกินแปด เก้าขวบ เป็นหนังโฆษณาที่ใช้เพลงเป็นตัวสื่อ มาค้นพบภายหลังว่าหนังโฆษณาชุดนั้นออกอากาศไปทั่วโลกในปี 1971 ชื่อเพลง&lt;br /&gt;“I like to buy the world a Coke” แต่งโดย Roger Cook และ Roger Greenaway จากนั้นเพลงก็ฮิตและถูกนำมาแต่งเนื้อเพลงใหม่และขับร้องเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะโดยวง The New Seekers และ The Hillside Singers โดยครั้งแรกนั้นวง The New Seekers นั้นไม่ว่างที่จะบันทึกเสียง วง The Hillside Singers จึงได้รับเลือกให้บันทึกเสียงและออกซิงเกิ้ลแรกไปก่อน แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ The New Seekers ได้บันทึกเสียงและออกซิงเกิ้ลซึ่งนับเป็นเวอร์ชั่นที่ 2 และเวอร์ชั่นของThe New Seekers นี้เองที่พาให้เพลง “I like to teach the world to sing” ขึ้นสู่ top 10 บนชาร์ตของอเมริกา อาจจะนับได้ว่าเพลงโฆษณานั้นได้ช่วยโปรโมทให้เพลง ๆ นี้ดังล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เมื่อเพลงได้ถูกบันทึกออกมาเป็นซิงเกิ้ลจึงโด่งดังและได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว อิทธิพลจากทีวีเริ่มเข้ามามีบทบาทกับความนิยมของบทเพลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระมัง&lt;br /&gt;I’d like to teach the world to sing&lt;br /&gt;I'd like to build the world a home&lt;br /&gt;And furnish it with love&lt;br /&gt;Grow apple trees and honey bees&lt;br /&gt;And snow-white turtle doves&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Chorus:&lt;br /&gt;I'd like to teach the world to sing&lt;br /&gt;In perfect harmony&lt;br /&gt;I'd like to hold it in my arms&lt;br /&gt;And keep it company&lt;br /&gt;(that's the song i hear)&lt;br /&gt;I'd like to see the world for once&lt;br /&gt;(let the world sing today)&lt;br /&gt;All standing hand in hand&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;And hear them echo through the hills&lt;br /&gt;For peace throughout the land&lt;br /&gt;That's the song i hear&lt;br /&gt;(that's the song i hear)&lt;br /&gt;Let the world sing today&lt;br /&gt;(let the whole wide world keep singing)&lt;br /&gt;A song of peace that echoes on&lt;br /&gt;And never goes away&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(repeat 1st stanza and chorus)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Put your hand in my hand&lt;br /&gt;Let's begin today&lt;br /&gt;Put your hand in my hand&lt;br /&gt;Help me find a way&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(repeat chorus til fade)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/fVHV_9qfis/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/fVHV_9qfis/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-116300283784316880?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/116300283784316880/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=116300283784316880' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116300283784316880'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116300283784316880'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/11/blog-post.html' title='&quot;น้ำ&quot;'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-116067670643155508</id><published>2006-10-13T01:11:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T13:36:47.252+07:00</updated><title type='text'>ฝนกับฝัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/cascades2.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/cascades2.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/cascades1.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/cascades1.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ วันที่ผมกำลังนั่งเขียนบันทึกนี้เป็นคืนวันที่ 11 ตุลาคม 2549 ฝนข้างนอกกำลังตกลงมาดั่งฟ้ารั่ว ความจริงตั้งแต่ต้นเดือนมาแล้วที่ฝนตกลงมาด้วยปริมาณที่เกินความต้องการ หลังจากที่อากาศร้อนเกินความต้องการก่อนหน้านี้มาแล้ว ผมรู้สึกอยู่ก่อนแล้วว่าหากอากาศร้อนขนาดนี้ เมื่อเข้าหน้าฝนจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอย่างแน่นอน เท่าที่จำได้ผมเคยเจอกับปัญหาน้ำท่วมเช่นนี้มาก่อนหน้าถึงสองครั้ง ครั้งแรกในปี 2526  ครั้งที่ 2 ในปี 2538 และครั้งนี้ปี 2549 นับโดยเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 10 ปีครั้ง สำหรับครั้งนี้ ณ วันนี้มีจังหวัดที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกภาค โดยเฉพาะในภาคกลาง ลพบุรี สิงห์บุรี อยุธยา นครสวรรค์ และอื่นๆ  ส่วนในกรุงเทพฯนับว่ายังไม่เกิดปัญหาหนักมาก จะมีก็เพียงบางครั้งในเวลาสั้น ๆ ยังไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมขัง ดั่งเช่นจังหวัดอื่น ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ในขณะที่ผมนั่งเขียนบันทึก ฝนข้างนอกยังส่งเสียงดังสลับกับเสียงคำรามของสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง วิทยุที่เปิดทิ้งไว้ ดีเจเริ่มเปิดเพลงที่เกี่ยวข้องกับฝนอย่างต่อเนื่อง คิดว่าคืนนี้ดีเจท่านนี้คงจับประเด็นและเล่นเพลงเกี่ยวกับฝนไปจนจบแน่นอน แปลกที่เมื่อเราได้ฟังเพลงที่เกี่ยวข้องกับฝนอย่างต่อเนื่อง เราจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเพลงเหล่านั้นมันช่างโรแมนติกไปซะทุกเพลง ฝนถูกจับมาเป็นเครื่องมือในการสร้างบรรยากาศของเนื้อหาในบทเพลงได้อย่างดี ไม่ว่าเนื้อหาในเพลงจะสมหวังหรือผิดหวัง อย่างน้อยมันทำให้ผมรู้สึกถึงความสวยงามของความรักได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝน ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนในที่หนึ่ง กับฝนที่กำลังทำให้คนในอีกที่หนึ่งล่องลอยไปในความฝัน เป็นฝนเม็ดเดียวกันจากฟ้าเดียวกัน ฝนเม็ดนั้นอาจจะไม่เป็นที่ต้องการของนักธุรกิจที่กำลังจะออกไปพบลูกค้าเพื่อการเจรจาการค้าครั้งสำคัญ แต่สำหรับเด็ก ๆ ฝนเม็ดนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยที่จะออกไปวิ่งเล่นหยอกล้อดุจเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานาน ฝนเม็ดนี้สำหรับหนุ่มสาวมันอาจนำพาความทรงจำเก่า ๆ ความรักเก่า ๆ กลับมาในความคิดคำนึง แม้ไม่นาน แต่ก็ชื่นใจไม่น้อย ด้วยความที่ฝนเม็ดเดียวกันมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตอันต่างกันของผู้คน บางครั้งเราจึงเห็นเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นน้ำฝนจนน้ำกระจายไปใส่ผู้ใหญ่ซึ่งมีกิจธุระต้องรีบไปทำ จนต้องตะโกนด่าทอเด็ก ๆ ออกมาอย่างรุนแรงแข่งกับเสียงฝนระคนกับเสียงหัวเราะสนุกสนานอย่างไม่สนใจใยดีของเด็ก ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างเก่ากับใหม่ ระหว่างใหญ่กับเล็ก ขาวกับดำ น้อยกับมาก บางทีที่ตรงนั้นอาจเป็นจุดพอดี ที่เรียกกันว่า สายกลาง อันเป็นจุดลงตัวที่จะยุติปัญหาความไม่พอดี &lt;br /&gt;ขนาดใหญ่ไป ขนาดเล็กไป จึงต้องใช้ ขนาดกลาง เข้าแก้ไขปัญหา &lt;br /&gt;น้อยไปก็ไม่พอ มากไปก็เกินต้องการ  นานไปก็เบื่อ เร็วไปก็ไม่ทัน&lt;br /&gt;บทเพลงที่เกี่ยวข้องกับฝนยังคงดำเนินต่อไป &lt;br /&gt;“นานอีกหน่อย” ของใหญ่ โมโนโทน &lt;br /&gt;“ฝน” ของเบิร์ดกะฮาร์ท &lt;br /&gt;“รักปอน ปอน” ของไมโคร ....... &lt;br /&gt;ดึกมากแล้ว ผมเตรียมตัวเข้านอน แล้วผมก็ได้ยินเพลงนี้ออกมาจากลำโพงก่อนที่จะล้มตัวลงนอน&lt;br /&gt;Listen to the rhythm of the falling rain&lt;br /&gt;Telling me just what fool I’ve been&lt;br /&gt;I wish that it would go and let me cry in vain&lt;br /&gt;And let me be alone again.&lt;br /&gt;ผมได้รู้จักกับเพลงนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มารู้สึกประทับใจในตัวเพลงจริง ๆ ก็เมื่อเริ่มที่จะเป็นหนุ่ม จนถึงทุกวันนี้แม้จะไม่มีโอกาสได้ฟังมันบ่อยนัก แต่ในค่ำคืนนี้ คืนที่ฝนฟ้าคะนอง ท่วงทำนองแห่งเพลงพาผมกลับไปยังวัยหนุ่ม พาผมหวนไปพบกับความรักในครั้งนั้น แม้ว่าผมจะจำเธอคนนั้นไม่ได้แล้ว แต่ก็ทำให้ผมคิดถึงละโหยหาวันเวลาแห่งวัยหนุ่มอีกครั้ง&lt;br /&gt;“RHYTHM OF THE RAIN” แต่งโดย John Claude Gummoe นักร้องนำ หนึ่งในสมาชิกแห่งวง&lt;br /&gt;The Cascades เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับพวกเขาอย่างสูงในปี 1963 ถึงกับมีการกล่าวถึงเพลงนี้ว่าเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่เพลงสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ยุคของ The Beatles&lt;br /&gt;John Gummoe เติบโตมากับวัยเด็กที่ไม่เพียบพร้อม พ่อของเขาเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง คุณแม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่นั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้เขามีแรงบันดาลใจที่จะผลักดันตัวเองไปข้างหน้า โดยตั้งใจที่จะไม่เป็นอย่างพ่อของเขาอย่างเด็ดขาด เขาตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักร้อง นักแต่งเพลงเลย&lt;br /&gt;ฝนเริ่มเบาลงแล้ว ผมคงหลับไปแล้ว &lt;br /&gt;ในคืนนั้นความฝันของผมเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเลือนลาง ผมฝันถึงบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผม&lt;br /&gt;บางอย่างที่ผมสร้างขึ้นมาและยังจะคงอยู่ แม้ในวันที่ผมไม่อยู่แล้วก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/bVxO3epBtp/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/bVxO3epBtp/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-116067670643155508?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/116067670643155508/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=116067670643155508' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116067670643155508'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/116067670643155508'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/10/blog-post.html' title='ฝนกับฝัน'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-115393305896186922</id><published>2006-07-26T23:53:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T13:41:04.704+07:00</updated><title type='text'>"Somewhere Over the Rainbow"</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/wizoz_ybr_artwork.0.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/wizoz_ybr_artwork.0.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คุณเห็น”รุ้งกินน้ำ”ครั้งสุดท้ายเมื่อไร สำหรับผมจำไม่ได้ซะแล้ว อยู่ดีดีในวันที่ฝนฟ้าตกหนักและหยุดลง อากาศเย็นสบาย ผมนั่งดูหน้าบ้านจ้องมองไปบนท้องฟ้าและก็ให้รู้สึกคิดถึง”รุ้งกินน้ำ”ขึ้นมา เคยจำได้ว่าสมัยเรียนหนังสือตอนเป็นเด็ก ในชั่วโมงวาดเขียน(หรือชั่วโมงน่าเบื่ออื่น ๆ ) ผมมักจะวาดภาพรุ้งกินน้ำบ่อย ๆ เพราะมันสวยและวาดไม่ยากนัก แม้จะวาดภาพวิวซึ่งเป็นภาพยอดนิยมสำหรับผมก็จะต้องมีรุ้งกินน้ำประกอบอยู่ด้วยเสมอ แม้คุณครูจะพร่ำสอนว่ามันเป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับเด็กเล็ก ๆ อย่างผมในขณะนั้นอดคิดไม่ได้ว่าบนนั้นจะมีเทวดาอาศัยอยู่หรือเปล่า&lt;br /&gt;“อย่าชี้นะ ถ้าชี้รุ้งนิ้วจะกุด” เด็กโตคนหนึ่งเคยเตือนผมไว้ พร้อมบอกวิธีแก้ให้เสร็จ&lt;br /&gt;“หากเผลอชี้ไปแล้ว ต้องเอานิ้วไปจิ้มก้นตัวเอง แล้วเอามาดม” นั่นคือวิธีแก้ไม่ให้นิ้วกุด และยิ่งทำให้ผมรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรุ้งกินน้ำยิ่งขึ้น ถึงบัดนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าผู้ใหญ่ท่านทำไมจึงไม่อยากให้เราชี้รุ้ง เคยถกเรื่องนี้กับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง คือนายโด๊ด อดีตมือคีย์บอร์ดวง วายน็อตเซเว่น โด๊ดออกความเห็นว่า อาจะเป็นเพราะเด็ก ๆ สมัยก่อนต้องวิ่งเล่นกะดินกะทราย มือไม้อาจจะสกปรกเปรอะเปื้อน การยกมือขึ้นชี้ฟ้า(ชี้รุ้ง)อาจจะทำให้ฝุ่นที่ติดมือปลิวเข้าตา เพราะว่าช่วงรุ้งมาหลังฝนตกลมมักจะแรง ผมฟังแล้วก็ไม่ค่อยคล้อยตามเท่าไร แต่ค่อนข้างแน่ใจว่าผู้ใหญ่คงไม่มาห้ามเด็ก ๆ อย่างเราอย่างไม่มีเหตุผลแน่ ๆ&lt;br /&gt;“กูว่าผู้ใหญ่ท่านเชื่อว่ารุ้งเป็นปรากฏการณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ว่ะ” ผมออกความเห็นค้านสิ่งที่โด๊ดคิด&lt;br /&gt;“ท่านก็เลยคิดว่าไม่ควรไปชี้ เพราะอาจจะเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์” โด๊ดไม่เถียง ไม่รู้ว่าเห็นด้วยหรือว่ายังคิดเหตุผลคัดค้านอื่น ๆ ไม่ออก&lt;br /&gt;“หรือท่านจะคิดว่ารุ้งกินน้ำเป็นภาพเขียนของเทวดา” เมื่อค้านไม่ได้โด๊ดเลยหาเหตุผลสนับสนุนความเชื่อของผม&lt;br /&gt;“เออ แล้วรุ้งทำไมกินน้ำอย่างเดียววะ ทำไมรุ้งไม่กินข้าวบ้าง” ความคิดผมเตลิดไปใหญ่ แบบไม่จริงจังนัก&lt;br /&gt;“ฝนตก น้ำเยอะ รุ้งก็เลยลงมากินน้ำ เขาเลยเรียกรุ้งกินน้ำพี่” โด๊ดอธิบายดุจผู้เชี่ยวชาญทางปรากฏการณ์วิทยา&lt;br /&gt;ทำให้ผมคิดได้ว่า อาจจะเป็นเพราะว่าสมัยนั้นเราทำไร่ทำนากันส่วนใหญ่ เมื่อฝนตก น้ำท่วมไร่นา ก็จะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน แต่เมื่อรุ้งกินน้ำ ปรากฏขึ้น มาช่วยกินน้ำ ก็เป็นการช่วยชาวไร่ชาวนาให้รอดจากการถูกน้ำท่วม ชาวบ้านจึงถือว่ารุ้งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาช่วยชาวบ้านกินน้ำ&lt;br /&gt;ระยะหลัง ๆ เราไม่ค่อยได้เห็นรุ้งกินน้ำบ่อยนักหรือแทบไม่ได้เห็นเลย เราจึงเจอปัญหาน้ำท่วมบ่อย ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพ&lt;br /&gt;“รุ้ง” มีส่วนร่วมในชีวิตของเด็ก ๆ รุ่นผมอยู่มากทีเดียว อย่างน้อยก็น่าจะมากกว่าเด็ก ๆ ในวันนี้ ที่กล้าพูดแบบนี้ เพราะว่า “รุ้ง”ปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าบ่อยมากเมื่อตอนผมเด็ก ๆ เมื่อเห็นบ่อย เมื่อถึงเวลาวาดรูป เด็ก ๆ จึงนำภาพรุ้งไปไว้บนกระดาษวาดเขียนของเขาบ่อย ๆ เช่นกัน &lt;br /&gt;“รุ้ง”ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับจินตนาการของเด็ก ๆ ในสมัยนั้น หลายครั้งในวันนั้นผมอดคิดไม่ได้ว่าบนสายรุ้งสีสดทั้ง 7 สีนั้น จะมีเมืองอยู่บนนั้นได้หรือไม่ และเมือง ๆ นั้นคงจะสวยงามและสีสันสดใสทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"Somewhere Over the Rainbow"&lt;br /&gt;Music by  Harold Arlen &lt;br /&gt;Lyrics by  E.Y. Harburg &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Somewhere over the rainbow&lt;br /&gt;Way up high,&lt;br /&gt;There's a land that I heard of&lt;br /&gt;Once in a lullaby.&lt;br /&gt;Somewhere over the rainbow&lt;br /&gt;Skies are blue,&lt;br /&gt;And the dreams that you dare to dream&lt;br /&gt;Really do come true.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Someday I'll wish upon a star&lt;br /&gt;And wake up where the clouds are far&lt;br /&gt;Behind me.&lt;br /&gt;Where troubles melt like lemon drops&lt;br /&gt;Away above the chimney tops&lt;br /&gt;That's where you'll find me.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Somewhere over the rainbow&lt;br /&gt;Bluebirds fly.&lt;br /&gt;Birds fly over the rainbow.&lt;br /&gt;Why then, oh why can't I?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;If happy little bluebirds fly&lt;br /&gt;Beyond the rainbow&lt;br /&gt;Why, oh why can't I?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลง ๆ นี้ประพันธ์เนื้อร้องโดย E.Y. Harburg ประพันธ์ดนตรีโดย Harold Arlen ขับร้องโดยจูดี้ การ์แลนด์ (Judy Garland)c] และตัวเธอรับบทเป็น โดโรธี เด็กช่างฝันในภาพยนตร์เรื่อง&lt;br /&gt;The Wizard of OZ ออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ.1939 จัดเป็นหนึ่งในภาพยนตร์คลาสสิคยอดเยี่ยมตลอดกาลของอเมริกา ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 รางวัลรวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 1939 &lt;br /&gt;วันนี้ ฝนตกหนักทั้งวันเช่นเดียวกันกับเมื่อวันวาน จิตนาการของผมกำลังเลือนหายไป เพราะความจริงที่วิ่งเข้ามาในชีวิตมันช่างมากมายเหลือเกิน ผมเหนื่อย ผมหน่าย จิตนาการจึงค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อม ๆ กับสายรุ้ง ที่ไม่มีวันรุ่งอยู่บนฟ้าอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/J867DtXxdB/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/J867DtXxdB/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-115393305896186922?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/115393305896186922/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=115393305896186922' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/115393305896186922'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/115393305896186922'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/07/somewhere-over-rainbow.html' title='&quot;Somewhere Over the Rainbow&quot;'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-115030964273182856</id><published>2006-06-15T01:19:00.000+07:00</published><updated>2008-01-27T13:52:39.781+07:00</updated><title type='text'>คิดถึงสังคัง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/R5wqHG8hMUI/AAAAAAAAABg/74XrXZcbohk/s1600-h/Cat_Stevens_Tea_For_Tillerman.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/R5wqHG8hMUI/AAAAAAAAABg/74XrXZcbohk/s320/Cat_Stevens_Tea_For_Tillerman.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5160045574671642946" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันนั้น ประมาณปีพ.ศ. 2511 – 2512 สนามซีเมนต์ขนาดประมาณสนามบาสเก็ตบอล ถูกใช้เป็นสนามฟุตบอลขนาดย่อม ลูกฟุตบอลพลาสติกขนาดเล็กถูกเตะไปเตะมาจากผู้เล่นทั้ง 14 คน ข้างละ 7 คน ความยากของเกมส์ นอกจากจะต้องพาลูกฟุตบอลหลบหลีกฝ่ายตรงข้ามแล้วนั้น นักฟุตบอลรุ่นจิ๋วในสนามจะต้องหลบเลี่ยงการวิ่งเข้าชนจากผู้เล่นทีมอื่น ๆ ในสนามซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 6 ทีม นั่นหมายความว่าสนามเล็ก ๆ นั้นจะมีผู้เล่นในสนามทั้งหมดอย่างน้อย 42 คน เป็นเกมส์ที่ต้องใช้ความเร็วและโชคเป็นพิเศษ ตั้งแต่เช้าหกโมงครึ่งไปจนถึงเวลาแปดโมง กระดิ่งดังขึ้น เกมส์จึงยุติลง นักกีฬาตัวจิ๋วทั้งหมดเตรียมล้างหน้าล้างตาเพื่อเตรียมตัวเข้าแถวเคารพธงชาติ  เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง เป็นอันรู้กันว่านักกีฬาจะพากันไปกินข้าวกลางวันอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะมารวมตัวกันที่สนามและจับจองพื้นที่ให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทีมอื่น ๆ จะพากันมาแน่นสนามและทำให้เกมส์เล่นลำบาก และหากวันใดไม่มีการบ้านก็ยังมีเกมส์ตอนเย็นแถมอีก เป็นเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาที่เรียนชั้นประถม 4 จนถึงประถม 7  &lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งยังจำได้ว่าครูประจำชั้นคงทนเห็นพวกเราเนื้อตัวเปียกปอนกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกไม่ไหว จึงอยากจะให้พวกเราพร้อมที่จะเรียนหนังสือมากกว่านี้ การที่เนื้อตัวเปียกโชคทั้งเสื้อทั้งกางเกงตั้งแต่ชั่วโมงแรกแบบนี้ มันจะไปเรียนหนังสือรู้เรื่องได้อย่างไร &lt;br /&gt;“ไหน พวกนักฟุตบอลทั้งหมดออกมายืนหน้าชั้นซิ” คุณครูยอมเสียเวลาสอนหนังสือ ในมือถือไม้เรียว ใหม่เอี่ยม ยาวและเรียว สมชื่อจริง ๆ&lt;br /&gt;พวกเราทั้งหมดกว่าสิบคนจึงก้าวออกไปยืนหน้าชั้น ในใจนึกหวั่น วันนี้คงไม่รอดไม้เรียวเป็นแน่&lt;br /&gt;“เอ้า นักฟุตบอลทุกคน ไหนใครเล่นตำแหน่งอะไรกันบ้าง” คุณครูถามพร้อมกับตวัดไม้เรียวจอมเฮี๊ยบเป็นการขู่ขวัญ หากคำตอบที่ได้ไม่ป็นที่พอใจ&lt;br /&gt;“ศูนย์หน้าครับ” คนแรกซึ่งอยู่หัวแถวตอบ&lt;br /&gt;“ศูนย์หน้า” คือตำแหน่งที่ทุกคนพยายามที่จะเป็นเมื่ออยู่ในเกมส์ เพราะรู้สึกว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญสุด ได้ยิงประตู เท่สุด แต่ที่สำคัญเราไม่รู้จักตำแหน่งอื่น ๆ กันหรอก เด็กขนาดนั้น เล่นเอามันส์อย่างเดียว ดังนั้นคำตอบของคนต่อ ๆ มาจึงเป็น”ศูนย์หน้า” กันหมดทุกคน เรียกว่าเป็นศูนย์หน้ากันทั้งทีม ก็สนามขนาดนั้น คนในสนามกว่าครึ่งร้อย จะไปเล่นตามตำแหน่งก็คงไม่สนุก มันก็ต้องมั่ว ๆ ไปแบบนั้นล่ะ สนุกดี&lt;br /&gt;เมื่อทั้งทีมมีแต่”ศูนย์หน้า” ครูประจำชั้นก็เลยหวดซะคนละสามที หวดลงไปบนกางเกงซึ่งยังเปียกโชกอยู่ เสียงดังเปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ .....&lt;br /&gt;“เล่นฟุตบอล ยังเล่นกันไม่เป็นเลย มีอย่างที่ไหนเป็น”ศูนย์หน้า”กันทั้งทีม” นี่คือเหตุที่ครูต้องตี ความจริงคุณครูก็คงหาเรื่องตีเราอยู่แล้วล่ะ แต่วันนั้นท่านก็หาเรื่องตีเราได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;จากเหตุการณ์วันนั้นเกมส์ตอนเช้าน่าจะยุติลง แต่เราก็ไม่อาจยับยั้งเสน่ห์แห่งลูกฟุตบอลพลาสติกใบเล็กซึ่งบัดนี้ได้รับการพัฒนาโดยการผ่าออกแล้วยัดไส้เข้าไปอีกหนึ่งใบเพื่อให้มันมีน้ำหนักและสามารถคอนโทรลได้โดยที่ลูกไม่เหิรมากเกินไป แต่เกมส์ในตอนเช้าเราก็จะเลิกให้ไวหน่อย หากชั่วโมงแรกเป็นของคุณครูประจำชั้น ส่วนเกมส์ตอนกลางวันนั้นก็ยังเข้มข้นเหมือนเดิมเป็นเช่นนี้ตลอดเทอม ทุกเทอม ทุกชั้น ทุกวันจนกระทั่งจบประถม 7 นั่นไม่นับเกมส์ตอนเย็นซึ่งก็มีประจำเกือบทุกเย็น ซึ่งเราจะไปเล่นกันที่สนามใหญ่ (สนามหญ้า) ในกรมทหารแห่งหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นเย็นวันศุกร์&lt;br /&gt;ช่วงเวลาดังกล่าว นักกีฬารุ่นจิ๋วทุกคนหาได้รู้ตัวไม่ว่ากำลังถูกคุกคามจาก  ”ความคัน” ซึ่งกำลังคืบคลานเข้าไปในกางเกงของพวกเขาอย่างช้า ๆ อาการคันที่ทั้งบุกและรุก ล่วงล้ำ เข้ายึดเกาะและกัดแทะบริเวณอัณฑะ ทำให้ผู้เป็นเจ้าของไข่น้อย ๆ ทั้งคู่เกิดอาการคัน คันอย่างชนิดที่ว่าไม่สามารถหยุดเกาได้ ยิ่งเกาก็ยิ่งมันส์ เจ้าเชื้อราที่เรียกกันว่า”สังคัง” &lt;br /&gt;เชื่อว่าเด็ก ๆ ทุกวันนี้คงมีน้อยคนมากที่จะรู้จัก “สังคัง” สำหรับคนที่อยู่ในยุคนั้น เชื่อว่าน่าจะรู้จักและเชื่อว่าน่าจะเคยสนิทติดเชื้อจากเจ้า”สังคัง”ตัวนี้  “ซีมา”คือยาแก้ ที่เด็กสมัยนั้นใช้ปราบสังคัง แต่ในขณะที่ใช้” ซีมา” ทาลงไปบนไข่ที่สังคังเกาะ  อาจจะต้องใช้ความอดทนสูงสักหน่อย เพราะมันจะแสบมาก ดังนั้นก่อนที่จะลง”ซีมา” ต้องเตรียมหาพัดลมมาเปิดรอไว้เสียก่อน และควรจะเปิดเบอร์ 3 แรงสุด แล้วเล็งพัดลมให้เป่าลงตรงเป้าหมายในขณะที่ทา” ซีมา”ลงไป ก็จะช่วยบรรเทาความแสบลงไปได้บ้าง สัก4-5 วัน ผิวหนังบริเวณที่โดน”ซีมา”ก็จะเริ่มลอกและหลุด จากนั้นอาการคันมันก็จะหายไป และก็พร้อมจะเป็นขึ้นมาใหม่เมื่อมีการหมักหมมเกิดขึ้นอีก ซึ่งย่อมเกิดขึ้นแน่นอนกับนักฟุตบอลรุ่นจิ๋วอย่างพวกเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนวันนี้ ตี 2 กับอีก 3 นาที เกมส์ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมันนี เป็นเกมส์ระหว่างอิตาลีและกานา เริ่มต้นคิกออฟ เป็นวันที่ 4 แล้ว หลังจากที่เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน ทั้งโลกให้ความสนใจ  ฟุตบอลโลกมาถึงทีไรธุรกิจอื่น ๆ มักจะต้องหวาดกลัว เพราะเชื่อว่าผู้บริโภคจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากฟุตบอล โฆษณาในช่วงบอลโลกเราจึงเห็นแต่โฆษณาที่อิงบอลโลก หนังสือพิมพ์พูดถึงแต่บอลโลก พนักงานหยุดคิดเรื่องงานไว้ชั่วคราวเพื่อบอลโลก  แม้แต่ตัวผมเองก็ยังมารอนั่งดูบอลโลกแม้จะดึกแค่ไหนก็ตาม แต่มาสะดุดนิดหน่อยเมื่อมานึกได้ว่าพรุ่งนี้ต้องไปส่งลูกเรียนพิเศษ ลูกชายผมไม่สนบอลโลก ทำให้ต้องคิดต่อไปว่าทำไมเขาถึงไม่สนใจฟุตบอลโลก ทำให้ได้ข้อสังเกตว่าเด็ก ๆ สมัยนี้ไม่ได้เล่นบอลเหมือนสมัยผม เด็ก ๆ สมัยนี้มักจะถูกปลูกฝังให้เรียน  เรียนให้มากกว่าเพื่อน ๆ จะได้สอบชนะเพื่อน ๆ  ผู้ปกครอง ครู ให้ความสำคัญกับการ ”เล่าเรียน” มากกว่าการ ”เรียนรู้” ผมเองไม่ทราบว่าที่โรงเรียนทุกวันนี้ ยังมีสนามให้เด็กวิ่งเล่นอยู่หรือเปล่า หรืออาจจะเอาพื้นที่ไปทำอย่างอื่นหมดแล้ว ขึ้นอาคารใหม่ หรือทำที่จอดรถ ทั้งนี้ไม่ต้องคิดถึงนอกโรงเรียน พื้นที่ ๆ จะเป็นสนามฟุตบอลหรือสนามกีฬา ดูเหมือนว่าหายากมาก พื้นที่ว่างมักจะถูกทำเป็นคอนโดฯ ตึกสำนักงาน หรือไม่ก็ศูนย์การค้า เด็ก ๆ สมัยนี้ สนามฟุตบอลของพวกเขาจึงเหลือขนาดแค่เพียงจอทีวี ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องทนร้อนไม่ต้องใช้เท้าเล่น อาศัยความว่องไวของปลายนิ้วโป้งจากสองมือก็เพียงพอแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟุตบอลโลกปีนี้ทำให้ผมคิดถึงเด็ก ๆ  คิดถึงสนามเด็กเล่นที่เคยวิ่งเล่น สงสัยว่าเด็ก ๆ ทุกวันนี้จะมีเวลาวิ่งเล่นกันบ้างไหมหนอ  แล้ว “สังคัง” ยังมีอยู่ไหมในกางเกงของเด็ก ๆ สมัยนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Where Do The Children Play? &lt;br /&gt;Well I think it's fine, building jumbo planes. &lt;br /&gt;Or taking a ride on a cosmic train. &lt;br /&gt;Switch on summer from a slot machine. &lt;br /&gt;Yes, get what you want to if you want, 'cause you can get anything. &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;I know we've come a long way, &lt;br /&gt;We're changing day to day, &lt;br /&gt;But tell me, where do the children play? &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;Well you roll on roads over fresh green grass. &lt;br /&gt;For your lorry loads pumping petrol gas. &lt;br /&gt;And you make them long, and you make them tough. &lt;br /&gt;But they just go on and on, and it seems that you can't get off. &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;Oh, I know we've come a long way, &lt;br /&gt;We're changing day to day, &lt;br /&gt;But tell me, where do the children play? &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;Well you've cracked the sky, scrapers fill the air. &lt;br /&gt;But will you keep on building higher &lt;br /&gt;'til there's no more room up there? &lt;br /&gt;Will you make us laugh, will you make us cry? &lt;br /&gt;Will you tell us when to live, will you tell us when to die? &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;I know we've come a long way, &lt;br /&gt;We're changing day to day, &lt;br /&gt;But tell me, where do the children play? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Cat Stevens &lt;br /&gt;Tea For The Tillerman&lt;br /&gt;Released 1970&lt;br /&gt;Produced by : Paul Samwell-Smith&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/4iXGcc2krv/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/4iXGcc2krv/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;14 มิถุนายน 2549&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-115030964273182856?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/115030964273182856/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=115030964273182856' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/115030964273182856'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/115030964273182856'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/06/blog-post.html' title='คิดถึงสังคัง'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/R5wqHG8hMUI/AAAAAAAAABg/74XrXZcbohk/s72-c/Cat_Stevens_Tea_For_Tillerman.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-114138253280925019</id><published>2006-03-03T17:26:00.000+07:00</published><updated>2006-03-03T17:42:13.086+07:00</updated><title type='text'>แปลกปลอมและเปลี่ยนแปลง</title><content type='html'>ผมเริ่มเขียนคอลัมน์นี้เมื่อต้นปี จำได้ว่าวันจันทร์แรกของเดือนมกราคม เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ทุกเรื่องที่ตีพิมพ์ ท้ายเรื่องผมจะทิ้งอีเมลของตัวเองไว้ ด้วยความหวังแบบเด็ก ๆ ที่ยังมือใหม่ว่าจะมีใครเขียนเข้ามาคุยด้วย เรียกว่าอ่านคอลัมน์แล้วเกิดชอบก็เขียนมาติติง หรือพูดคุย ถกเถียงถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ผมหยิบขึ้นมาเขียน ผมแวะเข้าไปเช็คเมลดูทุกวัน แต่มันก็ว่างเปล่า ไม่มีแฟนคอลัมน์ ไม่มีใครเขียนมาคุย ทำให้คิดเลยไปอีกว่าอาจจะไม่มีใครอ่านด้วยซ้ำ ในขณะที่กำลังใจกำลังจะหดหายแล้ววันหนึ่งเมื่อผมเปิดเมลขึ้นมาก็พบจดหมายฉบับหนึ่งเป็นฉบับแรก จาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค แชนแนล  อยากให้ผมช่วยประชาสัมพันธ์รายการทางยูบีซี 24 ชื่อรายการ “Strange Days on Planet Earth”  ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ตอน เริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.นี้ โดยเนื้อหาหลักใหญ่ ๆ จะเน้นถึงความสำคัญของธรรมชาติ พูดถึงผลกระทบที่มีความสัมพันธ์ต่อกันกันระหว่างสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อโลก และสิ่งที่โลกมีปฏิกิริยาโต้ตอบ ดำเนินรายการโดยพระเอกมาดเท่ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน  ตัวรายการจะดำเนินเรื่องเหมือนภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนสมัยใหม่ โดยจะนำเสนอเกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่บนโลก และไขความลี้ลับ ปะติดปะต่อเพื่อหาคำตอบสำหรับปริศนาต่างๆ  จนได้ค้นพบว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน  ในตอนที่ชื่อว่า Invader พูดถึงพืชและสัตว์พันธุ์ประหลาด ๆ ได้แพร่พันธุ์เข้าไปในทุกทวีป แพร่กระจายโรค กัดกินตัวอาคาร ทำลายผืนดินอย่างเงียบ ๆ และนี่อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหลังจากการสิ้นสุดขอยุคไดโนเสาร์ อะไรคือสาเหตุของการบุกรุกครั้งนี้และเราในฐานะมนุษย์จะหยุดการบุกรุกนี้ได้หรือไม่อย่างไร สารคดีชุดนี้จะออกอากาศทางยูบีซี 24 ตลอดทั้งเดือนมีนาคมนี้ ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงนำมาช่วยประชาสัมพันธ์ให้ และบังเอิญผมเองก็กำลังเตรียมเรื่องที่เกี่ยวกับ ”สิ่งแปลกปลอม” ที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงกับสังคมเรา แต่อาจจะไม่ได้น่ากลัวระดับโลกเหมือนในสารคดีชุดดังกล่าว เป็นเรื่องเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ดีดีผมก็เกิดรู้สึกขึ้นมา ยุคนี้เป็นยุคของการติดต่อสื่อสาร ทุกวันนี้เรามีอุปกรณ์สื่อสารที่ย่นระยะเวลาได้มาก รวดเร็ว สะดวก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แทบจะทุกคนมีโทรศัพท์ติดตัว ติดต่อกันได้ตลอดเวลา นัดหมายกันก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหากันไม่เจอ แค่นัดบริเวณก็สามารถโทรเช็คกันได้ไม่มีหลง ทำให้อดนึกถึงสมัยก่อนไม่ได้ หนุ่มสาวในสมัยก่อนนั้นลำบากกว่าสมัยนี้เยอะสมัยนั้นเวลาหนุ่มสาวจะนัดหมายเพื่อพบเจอกันแต่ละครั้ง เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานัดกันเป็นอาทิตย์ ผมจำได้ถึงวันนั้น จำได้ถึงการต้องเดินหาซื้อกระดาษเขียนจดหมายลายสวย ๆ ซึ่งจะดีขึ้นอีกมากหากมีกลิ่นหอม จากนั้นก็เลือกซองที่เข้ากันกว่าจะเลือกได้ถูกใจบางทีก็เป็นชั่วโมง จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือทุกตัวอักษรที่บรรจงเขียนลงบนกระดาษนั้นต้องกลั่นกรองอย่างพิถีพิถันต้องระวังไม่ให้กระดาษเลอะเทอะ บางครั้งต้องวางเลย์เอาท์ให้งดงาม เพื่อแสดงถึงความรักที่มีต่อเธอ เมื่อเขียนเสร็จซึ่งอาจจะหนึ่งหน้าหรือสองหน้าก็ต้องค่อย ๆ พับให้พอดีซอง ปิดซอง ปิดแสตมป์ ทุกขั้นตอนทำอย่างบรรจง หลังจากหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ไปแล้ว ก็เฝ้ารอบุรุษไปรษณีย์ที่จะถือสาส์นจากเธอกลับมา ลุ้นว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร การนัดหมายมันช่างกินเวลา กินพลังงาน แต่ทุกขั้นตอนช่างละเอียดอ่อนดุจงานศิลปเลยทีเดียว การพบกันแต่ละครั้งจึงมีค่ามาก ในวันนั้นบ้านไหนมีโทรศัพท์ก็นับว่ามีอันจะกินพอสมควรเพราะค่าติดตั้งนั้นแพงมาก และต้องติดต่อขอติดติดตั้งนาน บางครั้งหกเดือน บางครั้งยังไม่มีคู่สายผ่านก็รอเป็นปี แต่วันนี้โทรศัพท์แย่งกันให้บริการ ยิ่งกว่านั้นทุกคนยังมีมือถือ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น นึกจะนัดแฟนก็กดมือถือเดี๋ยวก็ได้คุย ได้เจอ&lt;br /&gt;บางทีนัดกันแล้ว เกิดไม่อยากไปหรือมีธุระก็กดมือถือยกเลิกนัด บางครั้งอยู่ห่างกันแค่สองสามช่วงตึกก็กดมือถือ “เธออยู่ไหนแล้ว” ทั้ง ๆ ที่หลังแทบจะชนกัน มันสะดวกขนาดนั้น จดหมายยาว ๆ แบบเมื่อก่อนก็หายไปจากสังคมพร้อมกับความพิถีพิถัน หายไปพร้อม ๆ กับความอ่อนโยนของอารมณ์ หายไปพร้อมกับชีวิตที่เคยเดินไปอย่างช้า ๆ แต่ทว่าท่วงท่างดงาม กลายมาเป็นความรวดเร็ว ทุกอย่างต้องสั้น กระชับ สะดวก และสบาย ลองคิดเล่น ๆ ดูนะครับ หากวันนี้มือถือคุณหาย หรือคุณลืมเอามาจากบ้าน มันจะมีผลอย่างไรบ้างกับชีวิตในวันนี้ของคุณ ค่อย ๆ คิดนะครับ ไม่ต้องรีบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;sedthasit@msn.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-114138253280925019?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/114138253280925019/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=114138253280925019' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/114138253280925019'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/114138253280925019'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/03/blog-post.html' title='แปลกปลอมและเปลี่ยนแปลง'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-114034355396310357</id><published>2006-02-19T17:02:00.000+07:00</published><updated>2006-02-19T17:16:43.480+07:00</updated><title type='text'>ผิดที่ ผิดทาง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/shirelles.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/shirelles.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ผมได้รับฟอร์เวิร์ดเมลจากเพื่อน ๆ ที่อยู่ในลิสต์ของผม เมื่อเปิดอ่านดู เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะตลกแต่ก็ให้ข้อคิดที่ดีทีเดียว เมลชิ้นนี้ถูกส่งมาในรูปของโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ เป็นเรื่องของอูฐแม่ลูกคุยกัน เจ้าอูฐตัวลูกมีความสงสัยในร่างกายของตัวเอง จึงเอ่ยปากถามอูฐผู้แม่เป็นข้อ ๆ เริ่มต้นจาก “แม่ครับ ทำไมเราต้องมีหนอกบนหลังด้วย” แม่ก็ตอบลูกชายว่า “เพราะเราต้องอยู่ในทะเลทราย จำเป็นที่จะต้องมีที่เก็บสำรองน้ำไว้”&lt;br /&gt;“แล้วทำไมขาของเราจึงยาวและเท้ากลมแบบนี้ล่ะฮะ” ลูกอูฐยิงคำถามต่อ&lt;br /&gt;“ก็เพราะเราต้องเดินบนทรายที่ร้อนระอุน่ะลูก ด้วยขาที่ยาวและเท้าที่กลมนี่จะช่วยให้เดินในทะเลทรายได้ดีกว่า”&lt;br /&gt;“แล้วขนตาที่ยาวผิดปกตินี่ล่ะครับ”&lt;br /&gt;“ก็เพื่อที่จะป้องกันลม ทราย แสงแดด ในทะเลทรายยังไงล่ะจ๊ะลูก” แม่ตอบด้วยความเอ็นดู&lt;br /&gt;เมื่อผมคลิกเปลี่ยนหน้าต่อไป ผมก็อดขำและอดคิดไม่ได้ ต่อคำถามสุดท้ายของเจ้าอูฐตัวลูก&lt;br /&gt;“ผมเข้าใจแล้ว ..คำถามสุดท้ายนะครับแม่ แล้วเรามาทำ”...”อะไรในสวนสัตว์แห่งนี้”&lt;br /&gt;ภาพซูมออกเห็นแม่ลูกคู่นี้ยืนคุยกันอยู่ในกรงภายในสวนสัตว์&lt;br /&gt;ปิดท้ายด้วยประโยคนี้ครับ Skills ,Knowledge ,Abilities and Experiences are only useful if you are at the right place.&lt;br /&gt;จบด้วยคำถามที่ว่า Where are you now?&lt;br /&gt;ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์คงไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากมันอยู่ผิดที่ผิดทาง คนที่พูดเก่งคงไม่ได้ใช้พรสวรรค์ในส่วนนั้นของเขาเท่าไรหากต้องไปทำบัญชี คนที่มีพรสวรรค์ในการเขียนเพลง หากเจ้าตัวไม่รู้ตัวเองหรือบางทีรู้แต่ไม่มีโอกาสหรือรู้แต่ไม่กล้าแสดงออก แล้วหันไปทำอย่างอื่น นั่นอาจเท่ากับปิดโอกาสตัวเอง และก็เป็นได้แค่คนทำงานทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเองหรือให้กับองค์กรอีกด้วย เรียกว่าเสียเวลาทั้งกับตัวเองและผู้อื่น&lt;br /&gt;หากเอ่ยชื่อ เจอร์รี กอฟฟิ่น (Gerry Goffin) นักแต่งเพลงชื่อดังหลายคนอาจจะฟังไม่คุ้นชื่อ แต่หากพูดถึงเพลงเหล่านี้เช่น “The Locomotion” “ Up on the Roof “ “One Fine Day “ “Chains “ “Natural Woman ““ Saving all my love for you” “ Will You Love Me Tomorrow” หลายคนน่าจะคุ้นขึ้นมาบ้าง เจอร์รี่เป็นนักเขียนเพลง เขาหลงใหลในการเขียนเพลงตั้งแต่เรียนอยู่ที่ควีนส์ คอลเลจ ในปี 1958 ซึ่งเขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต่อมากลายมาเป็นคู่ขาในการแต่งเพลงและคู่ชีวิตในเวลาต่อมาเธอคือคาโรว์ คิง (Carol King) เมื่อเริ่มออกเดทกัน ทั้งคู่พบว่าเปียโนนั้นน่าสนใจและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าการไปดูหนังเสียอีก จากนั้นก็เริ่มแต่งเพลงด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจอร์รี่ เขียนเนื้อเพลงมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบแต่ก็ไม่เคยพบคู่หูที่เขารู้สึกดีสักคนจนกระทั่งมาพบ&lt;br /&gt;คาโรว์ ทั้งสองแต่งงานกันในปี 1959 ใช้เวลากลางวันทำงานประจำเพื่อที่จะได้แต่งเพลงต่อไปได้&lt;br /&gt;เจอรี่กับคาโรว์ยังคงรักที่จะแต่งเพลงแม้ในวันนั้นมันจะไม่มีอะไรยืนยันถึงความมั่นคงในอาชีพนี้เลย&lt;br /&gt;“คาโรล มีขีดความสามารถสูงมากในการแต่งทำนองที่ยอดเยี่ยม เธอลึกซึ้งเรื่องโครงสร้างของคอร์ดมาก ทุกเพลงที่เธอแต่ง เธอจะไม่มีวันที่จะใช้โครงสร้างของคอร์ดแบบทั่ว ๆ ไป ถือเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผมที่ได้ร่วมงานกับเธอ เธอเรียนเพื่อที่จะไปเป็นครู ส่วนผมเรียนเพื่อที่จะเป็นนักเคมี และผมคิดว่าเราทำมันออกมาได้ดีทีเดียวล่ะ(หัวเราะ)พ่อแม่ของคาโรลไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาชีพเขียนเพลง พ่อของผมสนับสนุนแต่แม่ของผมไม่เห็นด้วย แม่ว่าผมจะบ้าไปแล้วเหรอ นั่นเพราะคะแนนเรียนของผมร่วงหมดอย่างไม่เป็นท่า” เจอรี่รำลึกถึงวันเก่า ๆ&lt;br /&gt;“ผมจำได้ผมบอกกับแม่ว่า ผมสามารถจัดการทุกอย่างได้ ผมสามารถทำทั้งสองอย่างให้ดีพร้อม ๆกันได้ คาโรลช่วยติวผมทั้งวันแต่ผลสอบของเธอเองกลับร่วง”(หัวเราะ)&lt;br /&gt;จนกระทั่งอายุ 32 ปีเจอร์รี่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าไอ้อาชีพเขียนเพลงนี่มันจะเหมาะสำหรับใครสักคนได้จริง ๆ ล่ะหรือ เขากลับไปเรียนและทำงานเป็นนักเคมีรับเงิน 11,000 เหรียญต่อปี แต่ในที่สุดเขาก็บอกกับตัวเองว่า “นั่นมันไม่ใช่ตัวเขา” แล้วก็หันกลับไปเขียนเพลง&lt;br /&gt;“ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับไอ้หลอดทดลองพวกนี้อีกต่อไปแล้ว”&lt;br /&gt;จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มแต่งเพลงร่วมกันอย่างจริงจังเริ่มต้นจาก 150 เพลงที่จัดว่าเป็นเพลงที่แย่มาก ๆ จนทั้งคู่ได้เพลงฮิตเพลงแรกมานั่นคือเพลง “Will You Love Me Tomorrow?” ซึ่งขับร้องและบันทึกเสียงครั้งแรกโดย The Shirrelles ในปี 1961 ขึ้นถึงอันดับ 1 ในอเมริกา และอันดับ 4 ในอังกฤษ กอฟฟินและคิง กลายมาเป็นคู่นักแต่งเพลงที่แต่งเพลงฮิตติดต่อกันตั้งแต่วันนั้น เป็นคู่ที่ทุกคนใผ่ฝัน แม้ในวันที่พอล แมคคาร์ทนี่และจอห์น เลนนอน เริ่มต้นที่จะเขียนเพลงร่วมกัน พวกเขาบอกว่าอยากที่จะเป็นเช่นกอฟฟิ่นและคิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;sedthasit@msn.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-114034355396310357?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/114034355396310357/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=114034355396310357' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/114034355396310357'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/114034355396310357'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/02/blog-post_19.html' title='ผิดที่ ผิดทาง'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113803363866565193</id><published>2006-01-23T23:22:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T14:03:17.418+07:00</updated><title type='text'>ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/kerry%20livgren.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/kerry%20livgren.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;“ผมเป็นมือกีตาร์ของวง และกีตาร์ที่ใช้ก็ต้องเป็นกีตาร์ไฟฟ้า เพราะเพลงของพวกเรานั้นเป็นเพลงร็อกที่ค่อนข้างหนัก ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับกีตาร์อะคูสติกนัก ดังนั้นวันหนึ่งผมจึงอยากลองที่จะขยายขอบเขตการเล่นกีตาร์ของตัวเอง พยายามฝึกเล่นปิ๊คกิ้ง ผมอยู่ในห้องและก็หัดเกากีตาร์โปร่งของผมไปเรื่อยเปื่อย แล้วภรรยาผมก็เดินเข้ามาในห้อง เธอเดินตามเสียงกีตาร์ของผมเข้ามา&lt;br /&gt;“เพราะดีนะ คุณน่าจะลองเขียนเนื้อเพลงใส่ลงไป” เธอเอ่ยกับผม&lt;br /&gt;“ผมแค่ฝึกเล่นเท่านั้นเอง มันยังใช้ไม่ได้หรอก” ผมรีบปฏิเสธคำแนะนำของเธอ&lt;br /&gt;“แต่มันเพราะทีเดียวนะ อย่าลืมใส่เนื้อลงไปล่ะ” เธอไม่ยอมแพ้&lt;br /&gt;แล้วเธอก็เคี่ยวเข็ญให้ผมแต่งเพลงนี้ออกมา จนในที่สุดผมก็จำต้องเขียนมันออกมาให้เธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันต่อมา ในขณะที่เรากำลังซักซ้อมเตรียมงานบันทึกเสียงสำหรับอัลบั้ม Point of Know Return&lt;br /&gt;ทุกเพลงพร้อมหมดแล้ว แต่ใครคนหนึ่งถามผมว่า&lt;br /&gt;”นายมีเพลงอื่นอีกหรือเปล่า”&lt;br /&gt;ผมลังเลสักครู่ ก่อนที่จะตอบออกไปแบบไม่ค่อยแน่ใจ&lt;br /&gt;“เอ้อ ความจริงก็มีอยู่อีกเพลงหนึ่ง แต่พวกนายคงไม่ชอบหรอก มันไม่ใช่แคนซัส”&lt;br /&gt;ผมอิดเอื้อนที่จะเล่นมันให้พวกเขาฟัง แต่ก็ทนรบเร้าไม่ไหว ในที่สุดผมจึงเล่นมันด้วยกีตาร์โปร่งตัวนั้น ผมแปลกใจมาก เมื่อทุกคนรู้สึกชอบเพลงนี้&lt;br /&gt;“เราต้องทำเพลงนี้ให้เสร็จ”&lt;br /&gt;มีการถกถียงกันภายในวง เพราะผมปฏิเสธเพลงนี้ตั้งแต่แรก ผมบอกพวกเขาว่า&lt;br /&gt;“นี่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่แคนซัส”&lt;br /&gt;ถึงวันนี้ทุกคนคงรู้แล้วว่า ผมถูก หรือ ผิด&lt;br /&gt;“Dust In The Wind”กลายเป็นเพลงฮิตที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลเพียงเพลงเดียวของวงเรา!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเริ่มต้นเรื่องราวในวันนี้ด้วยคำบอกเล่าของ Kerry Livgren (Songwriting/Guitarist)&lt;br /&gt;มือกีตาร์และนักแต่งเพลงของ KANSAS วงโปรเกรสซีฟร็อคที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดวงหนึ่งในยุค 70’-80’ และยังออกผลงานต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ในวันนี้เด็กรุ่นใหม่ อาจจะไม่รู้จักดนตรีของวงนี้นัก แต่สำหรับผมแล้วในช่วงของวัยรุ่น งานของแคนซัสถือเป็นงานที่โลดโผนมากในความรู้สึกของผม เพลง “Lonely Wind”เป็นเพลงแรกที่ผมได้รู้จักแคนซัส จากนั้นเพลงอื่น ๆ ก็ได้ถูกตามล่าไม่ว่าจะเป็น “Song for America” , Carry On Wayward Son”,”Point of Know Return” และ “Dust In The Wind” การนำเครื่องสายหรือไวโอลินมาใช้ในบทเพลงร็อกดูจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากสำหรับผมในวันนั้นและเป็นสิ่งหนึ่งที่เรียกร้องความสนใจให้กับทางวง แต่ที่วิเศษไปกว่านั้นนั่นก็คือพวกเขาทำได้อย่างน่าฟัง เกิดเป็นสไตล์ส่วนตัวขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ มันคล้ายกับว่าผมกำลังฟังเพลงคลาสิคที่ไม่น่าเบื่อ หรือไม่ก็ฟังเพลงร็อกที่ไม่ได้เอาแต่แผดเสียง หากแต่งดงามในท่วงท่าของดนตรี การเรียบเรียง เสียงประสานและเนื้อหาของบทเพลง&lt;br /&gt;แม้ตัวผมเองจะชื่นชอบวงดนตรีวงนี้มาตั้งแต่ครั้งยังหนุ่ม มีอัลบั้มเรียกว่าแทบจะทุกชุด ตั้งแต่เป็น&lt;br /&gt;คาสเซ็ท(รายได้น้อย) จนมาเริ่มสะสมเป็นแผ่นซีดี(เริ่มมีเงินขึ้นมาบ้าง) แต่มาจนถึงเมื่อวานนี้ ผมยังไม่เคยได้ดูวงดนตรีวงนี้เล่นสดสักที&lt;br /&gt;ไม่สามารถหาซื้อคอนเสิร์ตไม่ว่าจะในรูปแบบใด วิดีโอ วีซีดี ดีวีดี กว่าผมจะได้ดูการแสดงสดของวงนี้ก็เพิ่งจะเมื่อวานนี้เอง(ในรูปแบบของดีวีดี)ปรากฎว่าภาพที่ผมเห็นสมาชิกทุกคนเป็นผู้สูงอายุกันหมดแล้วรวมทั้งผมซึ่งเป็นคนดูด้วย เป็นภาพบันทึกการแสดงสดเมื่อปี 2002 แม้สภาพร่างกายจะเปลี่ยนแปลงและร่วงโรยไปอย่างไร แต่ฝีมือของทั้งหมดยังคงเฉียบคม ดนตรีของพวกเขายังคงมีเอกลักษณ์และชวนติดตามเช่นเดิม ผมนั่งดูและฟังอย่างตื่นเต้นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นวงนี้เล่นสดแม้จะช้าไปสักหน่อยแต่ดนตรีของพวกเขายังคงเก๋าไม่ได้ร่วงโรยไปแม้แต่น้อย ในชั่ววูบแห่งความรู้สึกนั้น มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตสั้น ศิลปยืนยาว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผู้คนส่วนใหญ่พยายามที่จะตีความ ค้นหาความหมายของสิ่งที่ผมเขียนลงในเพลง ๆ นี้ ความจริงแล้วผมอ่านมันพบในหนังสือกวีของอินเดียน (American Indian Poetry) ในหนังสือเขียนไว้ว่า “For all we are is dust in the wind” มันเป็นความจริงของทุกชีวิตบนโลก&lt;br /&gt;เราประสบความสำเร็จ มั่งคั่งด้วยเงินทองและชื่อเสียง บรรลุเป้าหมายในชีวิต&lt;br /&gt;แต่สุดท้ายพวกเราทุกคนก็กำลังเดินทางกลับสู่ผืนดินอีกครั้ง&lt;br /&gt;นั่นคือสิ่งที่เพลงนี้พยายามสื่อถึง แต่น่าแปลกที่ผู้คนพยายามที่จะตีความมันไปต่าง ๆ นา ๆ และผลของมันก็คือเพลงนี้สามารถขึ้นชาร์ตเพลงคันทรี ขึ้นชาร์ตเพลงป็อป ขึ้นชาร์ตเพลงอิสซี่ ลิสซึ่นนิ่ง มันข้ามเส้นแบ่งประเภทของเพลงได้อย่างน่าประหลาด”&lt;br /&gt;Dust in The Wind” / Artist : Kansas&lt;br /&gt;Featured on Point of Know Return. Released 1977/Kirshner&lt;br /&gt;Words &amp;amp; Music by Kerry Livgren&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/UlNwwzfZEa/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/UlNwwzfZEa/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:sedthasit@msn.com"&gt;sedthasit@msn.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113803363866565193?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113803363866565193/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113803363866565193' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113803363866565193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113803363866565193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/01/blog-post.html' title='ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113735283030333990</id><published>2006-01-16T02:16:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T14:11:08.464+07:00</updated><title type='text'>เพลงเศร้าที่สุดในโลก (2)</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/Billie%20Holiday.1.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/Billie%20Holiday.1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/seress.1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/seress.1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หากเลือกได้ผมคงเลือกที่จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์ คงเลือกที่จะอยู่กับเรื่องสนุก ๆ มากกว่าอยู่ในที่เครียด ๆ  อยู่กับคนสวย ๆ มากกว่าคนหน้าบึ้ง ชอบดูหนังสนุก ๆ มากกว่าหนังเศร้า แต่พอมาถึงเพลง ผมกลับชอบฟังเพลงช้าและเพลงเศร้า เอาเข้าจริง ๆ น่าจะมีคนที่เป็นเช่นผมอยู่ไม่น้อย เพราะทราบหรือไม่ว่าค่ายเพลงที่ทำเพลงออกมาขายนั้น เขาจะให้ความสำคัญกับเพลงช้า ๆ เพลงเศร้า ๆ ค่อนข้างมาก เพราะอะไรหรือครับ เพราะมันเป็นเพลง”ขาย”ครับ อัลบั้มจะขายดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับอัลบั้มนั้นมีเพลงช้าที่”โดน”หรือไม่เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;ผมเคยมีโอกาสได้พูดคุยกับน้อง ๆ แฟนคลับของปาล์มมี่และมิสเตอร์ทีม เมื่อครั้งที่ยังทำงานอยู่ที่อาร์พีจี ในแกรมมี เราพูดคุยกันถึงเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปบันเทิงในด้านต่างๆ ทั้งหนัง หนังสือ และเพลง ผมถามเธอว่าเรื่องราวประเภทไหนที่เธอชอบเป็นพิเศษ คำตอบคือเรื่องเศร้า โดยเฉพาะเพลงเศร้า ทำไมล่ะหรือ&lt;br /&gt;“เพราะมันทำให้หนูร้องไห้”&lt;br /&gt;หากในวันนั้นผมถามเธอต่อไปว่า แล้วเธอคิดว่าเพลงอะไรที่เศร้าที่สุดสำหรับเธอ ผมคิดว่าผมคงได้คำตอบมาหลายเพลง เพราะด้วยคำถามเดียวกันหากผมเป็นฝ่ายถูกยิงคำถาม คำตอบของผมก็คงมากมายเช่นกัน เพราะผมคิดว่าน่าจะมีเพลงมากกว่าหนึ่งซึ่งทำให้เธอร้องไห้ ผมเองนั้นยังไม่เคยถึงขั้นฟังเพลงใดเพลงหนึ่งแล้วถึงกับร้องไห้ อย่างมากเพลงก็แค่ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่เพลง ๆ นั้นเคยเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าวมักจะเป็นเรื่องของความรัก&lt;br /&gt;ด้วยเหตุที่เราใช้เพลงเป็นสื่อเพื่อโยงเข้าหาตัวเราเองนี่กระมัง บางครั้งมันจึงทำให้เราเสียน้ำตาไปกับมันได้ แต่เพลงที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เสียน้ำตา แต่มันคร่าชีวิตคนเลยทีเดียว&lt;br /&gt;“GLOOMY SUNDAY” เพลงแห่งความตาย เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นโดย 2 นักดนตรีไส้แห้งชาว&lt;br /&gt;ฮังกาเรียน เรซโซ เซเรส (Rezso Seress)และลาสซ์โล จาเวอร์(Laszlo Javor) เมื่อปี 1933&lt;br /&gt;มีหลักฐานบันทึกไว้ว่าเพลงนี้ทำให้คนในฮังการีฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งตัวเซเรสเองก็กระโดดลงมาจากอาพาร์ทเมนต์ของเขาเองและเสียชีวิตลงในปี 1968&lt;br /&gt;คนแรกที่ยอมมอบชีวิตให้กับเพลง ๆ นี้คือนายโจเซฟ เคลเลอร์(Joseph Keller) ช่างซ่อมรองเท้าในกรุงบูดาเปส ตำรวจพบข้อความบางตอนจากเนื้อเพลงในหนังสือลาตายของเขา มันเป็นเนื้อเพลงของ”GLOOMY SUNDAY”&lt;br /&gt;จากนั้นมาเพลง ๆ นี้ก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับการตายมากกว่าหนึ่งร้อยราย หลายรายกระโดดลงแม่น้ำดานูบเสียชีวิตแต่ในมือกำเนื้อเพลง”GLOOMY SUNDAY” ไว้แน่น&lt;br /&gt;สุภาพบุรุษคนหนึ่งออกจากไนท์คลับในคืนหนึ่ง แล้วระเบิดสมองตัวเอง หลังจากที่เพิ่งขอให้วงดนตรีเล่นเพลง”GLOOMY SUNDAY”ให้ฟัง&lt;br /&gt;เพลงได้รับการถ่ายทอดและแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยแซม เลวิซและเดสมอน คาร์เตอร์(Sam M.Lewis and Desmond Carter) และขับร้องเป็นคนแรกโดย ฮาล เคมพ์(Hal Kemp) ในปี1936 ตามมาด้วยอาร์ตี้ ชอว์(Artie Shaw) และบิลลี่ ฮอลิเดย์(Billy Holiday)ในปี 1941ซึ่งเวอร์ชั่นของ&lt;br /&gt;บิลลี่นี่แหละที่ทำให้เพลงนี้โด่งดังไปทั่วโลก&lt;br /&gt;เมื่อครั้งที่เซเรสเขียนเพลงนี้ขึ้นมาไม่มีบริษัทเพลงใดสนใจ แต่เมื่อมันถูกผลิตตออกมาไม่นาน มันก็กลายเป็นเพลงฮิตและมียอดขายระดับเบสเซลเลอร์เลยทีเดียว เมื่อเพลงขายดี เซเรสติดต่อแฟนเก่าของเขาเพื่อขอคืนดี หลังจากที่เธอตีจากเขาไปก่อนหน้านี้ วันต่อมาพบเธอเสียชีวิตด้วยยาพิษ ข้าง ๆ ร่างไร้วิญญาณมีข้อความสองคำเขียนทิ้งไว้ ......“GLOOMY SUNDAY”&lt;br /&gt;เมื่อถามเซเรสว่าเขาคิดอะไรอยู่ในหัวตอนที่เขียนเพลงนี้ เขาตอบว่า “มันเหมือนกับว่าผมเป็นจำเลยที่ยืนอยู่ท่ามกลางความตายอันลึกลับ ชื่อเสียงอันอ่อนนุ่มเฆี่ยนตีผม ผมร้องอย่างโหยหวนด้วยความผิดหวังเสียงร้องที่มาจากก้นลึกแห่งหัวใจ ผมใส่ความรู้สึกทั้งหมดเหล่านั้นลงไปในเพลง มันคล้ายกับว่าหลาย ๆ คนที่รู้สึกเช่นเดียวกันกับผม ได้พบความเจ็บปวดของพวกเขาเองในเพลง  ๆ นี้ของผม”&lt;br /&gt;“GLOOMY SUNDAY” เพลงที่เศร้าที่สุดในโลก(ส่วนตัวของผม)&lt;br /&gt;ใครมีเพลงอื่นที่เศร้ากว่าเพลงนี้เขียนมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ&lt;br /&gt;Sunday is gloomy,my hours are slumberless.&lt;br /&gt;Dearest,the shadows I live with are numberless.&lt;br /&gt;Little white flowers will never awaken you,&lt;br /&gt;Not where the black coach of sorrow has taken you.&lt;br /&gt;Angels have no thought of ever returning you.&lt;br /&gt;Would they be angry if I thought of joining you?&lt;br /&gt;Gloomy is Sunday;with shadows I spend it all.&lt;br /&gt;My heart and I have decided to end it all.&lt;br /&gt;Soon there’ll be candles and prayers that are sad,I know.&lt;br /&gt;Death is no dream,for in death I’m caressing you.&lt;br /&gt;With the last breath of my soul I’ll be blessing you.&lt;br /&gt;Gloomy Sunday.&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/q_GsZ5RS2N/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/q_GsZ5RS2N/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/o5CzdcRaBx/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/o5CzdcRaBx/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:sedthasit@msn.com"&gt;sedthasit@msn.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113735283030333990?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113735283030333990/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113735283030333990' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113735283030333990'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113735283030333990'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2006/01/2.html' title='เพลงเศร้าที่สุดในโลก (2)'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113533228554756083</id><published>2005-12-23T17:02:00.000+07:00</published><updated>2005-12-23T17:04:45.566+07:00</updated><title type='text'>เพลงเศร้าที่สุดในโลก (1)</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/fiona%20apple.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/fiona%20apple.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันว่า “ภาษา” นับเป็นมรดกล้ำค่าที่สุดของมวลมนุษย์ชาติ ด้วย”ภาษา”นี่แหละที่ทำให้มนุษย์เราครองโลกมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเราสามารถที่จะสื่อสารและเข้าใจกันและกันได้ ซึ่งนั่นทำให้เรานั้นอยู่เหนือกว่าเหล่าสรรพสัตว์ทั้งมวล เมื่อสามารถสื่อสารทำความเข้าใจกันได้จึงเกิดเป็นสังคมและการอยู่ร่วมกัน ในแต่ละวันเรารับข้อมูล จากคนอื่น ๆ และจากสังคม ในเวลาเดียวกันเราก็ส่งข้อมูลไปสู่คนอื่น ๆ และสู่สังคม ข้อมูลที่รับเข้าและส่งออกทุกวันนี้กระมังที่ทำให้เราฉลาดขึ้น รอบรู้มากขึ้น บางเรื่องที่เราไม่รู้และอยากรู้เราก็ถามไถ่ ค้นหาเอาจากคนอื่นหรือจากสังคมได้ บางครั้ง บางเรื่องที่เรารู้ เราก็ส่งต่อให้คนอื่น ๆ&lt;br /&gt;เมื่อมนุษย์สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ สิ่งที่ตามมาก็คือการสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในสังคม ในโลก สร้างกันต่อเนื่องมาหลายพันปี จนบัดนี้เรามีผลงานมากมายที่เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาของมนุษย์ และยังคงเดินหน้าคิดค้นและสร้างสรรค์กันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเทคโนโลยี วิศวกรรม เกษตรกรรม รวมไปถึงงานด้านศิลปะบันเทิง เมื่อมีมาก ๆ เข้า เราก็เริ่มมีการจัดอันดับ”ที่สุด” กัน และผู้ที่ดูแลเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจังคอยติดตามค้นหาและบันทึกไว้เป็นหลักฐานที่เรารู้จักกันดีก็คือ กินเนส เราอยากรู้ว่าภูเขาสูงที่สุดในโลกคือภูเขาอะไร เราอยากรู้ว่าประเทศที่เล็กที่สุดในโลกคือประเทศอะไรก็สามารถรู้ได้ เรารู้ว่าประเทศที่ประชาชนมีเซ็กส์กันถี่ที่สุดก็คือฝรั่งเศส เรารู้ว่าคนที่สูงที่สุดในโลกคือใคร ผมเองในช่วงก่อนวันคริสต์มาสที่ผ่านมา ผมลองโฉบเข้าไปในเว็บไซด์ของกินเนสแล้วก็คลิกเข้าไปดูอันดับ”ที่สุด”ในส่วนของเพลงและก็เลือกข้อมูลบางอย่างที่ตัวเองชอบมาฝาก คิดเสียว่ามาเล่าให้ฟังสนุก ๆ ครับ เพลงคริสต์มาสที่ขายมากที่สุดในโลกคือเพลง”White Christmas” ขับร้องโดยบิง ครอสบี้(Bing Crosby)บันทึกเสียงในปี 2485 ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมาเพลงนี้จะถูกนำออกมาผลิตออกจำหน่ายทุกปี จนถึงวันนี้ขายไปแล้วกว่า 100 ล้านก็อปปี้&lt;br /&gt;“ที่สุด”ต่อมาก็คือเพลงที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการบันทึกเสียงจนออกจำหน่าย นั่นคือบันทึกการแสดงสดในเพลง “Sgt. Peper’s Lonely Hearts Club Band” โดยพอล แม็คคาร์ทนีและวงU2 บนเวทีคอนเสิร์ต Live 8 เมื่อ 2 กรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาทั้งหมด 44 นาที 39 วินาที ตั้งแต่เริ่มบันทึกเสียงจนกระทั่งให้บริการดาวน์โหลดเพื่อจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต&lt;br /&gt;“ที่สุด”ต่อมาคือฟรีคอนเสิร์ตที่มีคนดูมากที่สุดเป็น คอนเสิร์ตของร็อด สจวต แสดงที่ชายหาด&lt;br /&gt;โคปาคาบานา ในเมืองริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล เย็นย่ำของวันขึ้นปีใหม่ในปี 2537&lt;br /&gt;คนดูทั้งสิ้นในวันนั้น 3.5 ล้านคน&lt;br /&gt;เพลงที่ถูกนำไปบันทึกเสียงในเวอร์ชั่นต่าง ๆ มากที่สุดคือเพลง Yesterday ซึ่งแต่งโดยพอล แม็คคาร์ทนี และ จอห์น เลนนอน นับตั้งแต่ปี 2508 ซึ่งเพลงได้ถูกแต่งขึ้นมาจนถึงปี 2529 เพลงนี้ได้ถูกบันทึกเสียงโดยนักร้องต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 1,600 เวอร์ชั่น&lt;br /&gt;ข้อมูลสุดท้ายที่เอามาฝากวันนี้ก็คือ อัลบั้มที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก ยาวถึง 90 คำ เป็นอัลบั้มของนักร้องสาวชาวนิวยอร์คเกอร์ Fiona Apple อัลบั้มนี้วางจำหน่ายเมื่อ 9 พ.ย. 2542 อัลบั้มนี้มีชื่อว่า&lt;br /&gt;When The Pawn Hits The Conflicts He Thinks Like A King What He Knows Throws The Blows When He Goes To The Fight And He'll Win The Whole Thing Fore He Enters The Ring There's No Baby To Batter When Your Mind is Your Might So When You Go Solo. You Hold Your Own Hand And Remember That Depth Is The Greatest Of Heights And If You Know Where You Stand. Then You'll Know Where To Land And If You Fall It Won't Matter, Cuz You Know That You're Right&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามการวัด”ที่สุด”ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะเรายังต้องใช้ตัวเลขเป็นตัวชี้ชัด แล้วถ้ากรณีที่ไม่สามารถวัดด้วยตัวเลข เราจะรู้ได้ถึงความเป็น”ที่สุด”ในเรื่องบางเรื่องได้ล่ะหรือ เช่นผมลองถามตัวเองว่า คนดีที่สุดในโลกคือใคร หรือ เพลงที่เศร้าที่สุดในโลกนี้คือเพลงอะไร แน่นอนผมไม่สามารถหาคำตอบได้ในกินเนส เพราะเรื่องนี้ต้องใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวชี้ แต่หลังจากพยายามที่จะหาคำตอบให้ได้ ผมก็เจอเพลง ๆ หนึ่ง จะนำมาเล่าคราวหน้านะครับ ก่อนจะถึงวันนั้นท่านผู้อ่านลองคิดเล่น ๆ ดูทีครับว่าเพลง ๆ นั้นคือเพลงอะไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113533228554756083?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113533228554756083/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113533228554756083' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113533228554756083'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113533228554756083'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/12/1.html' title='เพลงเศร้าที่สุดในโลก (1)'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113523046603425621</id><published>2005-12-22T12:37:00.000+07:00</published><updated>2008-01-27T13:31:32.760+07:00</updated><title type='text'>เพลงรักทำให้เราตาสว่าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/R5wlEm8hMTI/AAAAAAAAABY/Li8gy9ixuig/s1600-h/%5B1%5D.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/R5wlEm8hMTI/AAAAAAAAABY/Li8gy9ixuig/s320/%5B1%5D.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5160040034163831090" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้ The Art of writing Love songs จะว่าด้วยการเขียนเพลงรัก หากแต่ว่าเนื้อหาภายในเล่มกลับว่าด้วยเรื่องความรักที่น่าสนใจในรูปแบบต่างๆ ด้วยที่ผู้เขียนมีความเชื่อว่า การจะเขียนเพลงรักให้ได้ดีนั้น จำต้องเรียนและรู้จักความรักทุกรูปแบบ ทุกแง่มุมเสียก่อน จึงจะสามารถสร้างเพลงรักที่ซาบซึ้งและเข้าถึงหัวใจผู้ฟังได้ แม้ว่าการยกตัวอย่างเพลงในหนังสือเล่มนี้จะเป็นเพลงภาษาอังกฤษแต่&lt;br /&gt;คุณเมฆฝน ผู้รับภาระถอดความก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างแนบเนียน แต่ประเด็นสำคัญของหนังสือกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พยายามสอนให้คุณเขียนเพลงจากภาษาอังกฤษ หากแต่เป็น มุมมอง วิธีคิด วิธีหาข้อมูลที่จะนำมาเขียนเพลงต่างหาก ที่เป็นประเด็น เพลงภาษาอังกฤษที่ยกตัวอย่างมานั้นก็เพื่อช่วยทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้น หากคุณเป็นนักเขียนเพลงอยู่แล้ว หรือหากกำลังอยากจะหัดเขียนเพลง หนังสือเล่มนี้น่าจะช่วยให้คุณเข้าใจ”ความรัก” ได้มากยิ่งขึ้น และน่าที่จะช่วยให้คุณเขียนเพลงรักที่จับใจใครต่อใครได้บ้าง ไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นนักแต่งเพลง ไม่ได้อยากเป็นนักแต่งเพลง หนังสือเล่มนี้ก็ยังอ่านสนุกอยู่ดี&lt;br /&gt;เราทุกคนคงเคยรู้จักความรักกันมา มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่โอกาส ทุกคนคงเคยถูกเจ้าความรักนี้ ”กระทำ”&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะ “กระทำดี” หรือว่า “กระทำร้าย” เราได้พบกับความรู้สึกมากมายทั้งสุข เศร้า เซ็ง ตื่นเต้น ผิดหวัง สมหวัง&lt;br /&gt;เริงร่า กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือกินไม่อั้น ฝันดีทั้งคืน ไม่น่าเชื่อว่า เจ้าความรักตัวนี้จะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราได้มากมายขนาดนั้น เพลงรัก ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เป็นเครื่องปลอบประโลมใจในยามที่รู้สึกเจ็บจากความรัก(เพลงรักที่โด่งดังมักจะทำหน้าที่นี้ ส่วนเพลงรักที่แสดงความยินดีในยามรักสมหวังมักจะประสบความสำเร็จน้อยกว่า)&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่เจ็บปวดมาจากความรัก มนุษย์เยียวยาตัวเองด้วยเพลงรัก&lt;br /&gt;เช่นนี้อาจจะกล่าวได้ว่า ถ้าความรักทำให้คนตาบอด เพลงรักน่าจะช่วยให้คนเราตาสว่างขึ้น และนี่คือที่มาของ “เพลงรักทำให้เราตาสว่าง” เล่มนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คำนิยมโดยบอยตรัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันว่า ความรักจะทำให้คนตาบอด&lt;br /&gt;คนเขียนเพลงรัก อาจจะต้องข่มตาให้บอดอยู่บ่อยๆ บอดเพราะเราอาจจะไม่รู้จักมันเพียงพอ และในความบอดมืดนั้นบางคนจึงต้องคลำหาเทียนเพื่อเอาไว้ไปนั่งเขียน แต่ใครจะรู้ หนทางสู่ความเข้าใจในความรักนั้น อาจจะไม่ใช่ในโลกมืดมิดข้างนอกนั้นหรอก เพียงแค่กลับเข้ามาค้นหาภายในจิตใจของตัวเอง ลองทำความรู้จักพื้นฐานของจิตใจและความต้องการของเราในหลายๆ แง่มุมดูบ้าง บางครั้งก็อาจจะเกิดมุมมองในความรักที่ชัดเจนยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนวิธีการเขียนเพลงรักอย่างสำเร็จรูป แต่เป็นคล้ายๆ จิตแพทย์ที่นั่งสอบถามนักแต่งเพลงอยู่ข้างๆ เตียง คอยจดว่าพวกเขาคิดอะไรและคิดอย่างไรในตอนที่แต่งเพลงเหล่านั้น โดยการรวบรวบเอาตัวอย่างของมุมมองของเพลงในหลายๆ แง่มุม ที่มาที่ไปของกระบวนการ และภาพที่อยู่ในหัวของนักแต่งเพลงออกมาให้เราเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คำนิยมโดย วิภว์ บูรพาเดชะ&lt;br /&gt;บรรณาธิการบริหาร HAMBURGER&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยมีประสบการณ์คลุกคลีกับการแต่งเพลงอยู่บ้าง จึงรู้สึกสนใจไม่น้อยเมื่อพี่ป้อม-บวรศักดิ์ จำปาวัลย์ ส่งต้นฉบับ "เพลงรักทำให้เราตาสว่าง" มาให้อ่าน&lt;br /&gt;ในเบื้องแรกนั้นสนใจเพราะอยากรู้ว่า หนังสือที่เหมือนคู่มือสอนการแต่งเพลงรักเล่มนี้ จะสอนกลวิธีขั้นตอนในการแต่งเพลงที่เหมือนหรือต่างจากที่ผมเคยได้เรียนรู้และเคยได้ใช้มาหรือไม่&lt;br /&gt;แต่เมื่ออ่านๆ ไป ผมกลับพบว่า "เพลงรักทำให้เราตาสว่าง" ไม่ได้พูดถึงการแต่งเพลงรักเสียทีเดียว&lt;br /&gt;ระหว่างการเดินทางข้ามบรรทัดสู่อีกบรรทัด ผมกลับได้ทำความรู้จักกับวิธีการมองดูความรักในมุมมองที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และแปลกใหม่ โดยวิธีการมองความรักดังกล่าวนั้น มีจุดประสงค์เพียงเพื่อจะทำให้เราสามารถแต่งเพลงรักได้ดีนั่นเอง&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้พาเราไปสำรวจความรักในแง่มุมต่างๆ พาเราไปตั้งคำถามและหาคำตอบของตัวเอง ชักชวนเราให้หันไปมองดูผู้คนด้วยมุมมองที่แปลกใหม่ และพาเราเดินมุ่งหน้าไปสู่โลกจินตนาการที่เราอาจไม่เคยคิดว่ามันมีอยู่จริง&lt;br /&gt;ด้วยความที่บทเพลงทั้งหลายที่ใช้อ้างอิงเป็นเพลงสากล และเนื้อหาก็เน้นไปที่การเขียนเนื้อเพลงเสียมากกว่าการแต่งทำนอง ผมจึงไม่แน่ใจว่า หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงจะทำให้คุณเขียนเพลงรักแบบไทยๆ ในท้องตลาดได้หรือเปล่า แต่ในมุมกลับ ก็ต้องขอแสดงความนับถือกับผู้แปลที่พยายามถ่ายทอดภาษาต่างประเทศออกมาเป็นภาษาไทยได้กินใจขนาดนี้&lt;br /&gt;ลองดูประโยคนี้อีกทีนะครับ "เพลงรักทำให้เราตาสว่าง" ฟังเผินๆ แล้วนี่อาจจะเป็นประโยคที่ฟังดูแล้วไม่สมเหตุสมผลนัก แต่หากลองได้อ่านหนังสือเล่มนี้ดู แล้วลองเขียน 'เพลงรัก' ของคุณเองขึ้นมาสักเพลง คุณจะพบว่า 'เพลงรัก' ทำให้คุณ 'ตาสว่าง' ได้จริงๆ&lt;br /&gt;และอาจทำให้คนที่คุณอยากบอกรัก 'ตาสว่าง' ได้ด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วครับ และผมกำลังจะเขียนเพลงรักอีกครั้ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113523046603425621?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113523046603425621/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113523046603425621' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113523046603425621'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113523046603425621'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/12/blog-post_22.html' title='เพลงรักทำให้เราตาสว่าง'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_4ef6_TPRmAc/R5wlEm8hMTI/AAAAAAAAABY/Li8gy9ixuig/s72-c/%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113471191014837532</id><published>2005-12-16T12:40:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T14:22:16.628+07:00</updated><title type='text'>“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/randy.1.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/randy.1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” คงไม่มีใครที่ไม่เคยโดนยิงคำถามนี้ในวัยเด็ก คุณจำได้หรือเปล่าว่า&lt;br /&gt;ในวันนั้นคำตอบสำหรับคำถามนี้ คุณตอบไปว่าอย่างไร ในวัยเด็กคุณฝันอยากเป็นอะไร ครู พยาบาล นักบิน ดารา นักร้อง นายก ชาวสวน คนขับแท็กซี่ ไอ้มดแดง อุลตร้าแมน หรือซูเปอร์แมน ความฝันในวัยเด็ก บริสุทธิ์ ใสสะอาด คิดอย่างไร ชอบอย่างไรในตอนนั้นก็มักอยากจะเป็นอย่างนั้น แต่สำหรับผู้ปกครองเจ้าของคำถาม คำตอบคงแตกต่างออกไป คงไม่มีผู้ปกครองท่านใดที่อยากให้ลูกเป็นนักดนตรี หรืออยากให้ลูกเป็นคนขับแท็กซี่ แม้แต่ตัวเราเองเมื่อโตขึ้นก็คงไม่มีใครอยากขับแท็กซี่ แต่นักดนตรีบางทีก็ไม่แน่ เพราะวันนี้ก็ยอมรับกันมากขึ้นกว่าสมัยก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เรียนจบแล้วอยากทำงานอะไร” คือคำถามที่ตามมา ต่อจาก”โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ในวัยที่ใช้ชีวิตที่มหาวิทยาลัย อันถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ทุกคนมีความฝัน ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็นสองแบบคือ เพ้อฝัน และ ใฝ่ฝัน พวกเพ้อฝันอาจจะอยากเป็นอะไรโดยที่ไม่เคยได้สำรวจตัวเอง หรือแม้กระทั่งอาจจะไม่รู้จักตัวเองเลยเสียด้วยซ้ำ หลายคนไม่รู้ตัวเองว่าชอบอะไร ถนัดอะไร เก่งอะไร เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ก็ไม่สามารถตั้ง”เป้า” ให้ชีวิต ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงการไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวหรือทำอย่างไรเพื่อให้ฝันนั้นเป็นจริง ฝันนั้นจึงเป็นได้เพียงแค่”เพ้อ” แม้จะอยาก ”ใฝ่” แต่ก็ไปไม่เป็น จบมาก็ยืนงงต่อแถวกันยาวเหยียดท่ามกลางทะเลฝุ่น บางคนอาจจะหลงอยู่ในทะเลฝุ่นนั้นไปนาน นานจนบางครั้งชีวิตเริ่มต้นอะไรไม่ได้เลย ความฝันเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีวิธีจัดการกับมันแล้วผันให้เป็นความจริงให้ได้ ความชอบ ความถนัด เป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นจะต้องหาให้พบเสียก่อน การกำหนดเป้าหมายให้ชีวิตโดยมองเพียงปัจจัยภายนอก เช่นงานนั้นมันเท่ งานนั้นมันอิสระ งานนั้นเงินดี มันก็เป็นเรื่องที่ควรคิด แต่ที่สำคัญกว่าคือการตั้งเป้าโดยสำรวจเข้าไปในตัวของเราเอง โฟกัสให้เจอว่าตัวเราเองถนัดและเหมาะสมกับงานแบบไหนมากที่สุด เมื่อพบแล้วก็ถึงเวลาที่จะหาวิธีที่จะ ”ใฝ่” เพื่อจะไปให้ถึง”ฝัน” นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพลง American Woman เขียนโดยแรนดี้ บาคแมน (Randy Bachman) แห่งคณะเกสต์ฮู (Guess Who) บันทึกเสียงในปี 1970 สังกัด RCA Records ออกจำหน่ายครั้งแรกในวันวาเลนไทน์ในปีนั้น ติดอันดับ1ในชาร์ต Billboard’s Hit 100 ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ และวงก็ได้รับแผ่นเสียงทองคำในที่สุด&lt;br /&gt;เลนนี่ คราวิซ (Lenny Kravitz) ได้นำเพลง ๆ นี้มาบันทึกเสียงอีกครั้ง และคว้ารางวัลแกรมมี&lt;br /&gt;อะวอร์ด นักร้องชายประเภทเพลงร็อกยอดเยี่ยมในปี 1999&lt;br /&gt;เกสต์ ฮู เป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกในขณะที่สมาชิกมีอายุยังน้อย ทั้งหมดชื่นชมและหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของดนตรีตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียน&lt;br /&gt;แรนดี้ มือกีตาร์และผู้แต่งเพลง ๆ นี้เล่าถึงช่วงสมัยที่เขายังเรียนอยู่ให้เราฟังว่า “ ผู้อำนวยการโรงเรียนของผม เขาบอกให้ผมลืมร็อก แอนด์ โรล บ้า ๆ นั่นเสีย ผมควรจะตั้งใจเรียนให้จบแล้วหางานที่มันจริง ๆ จัง ๆ ทำ 30 ปีให้หลังเราได้รับเกียรติและได้รับรางวัล Walk of Fame ในโตรอนโต และได้รับการสดุดีเชิดชูเกียรติจากมหาวิทยาลัย Manitoba&lt;br /&gt;ในงานวันนั้น มีคน ๆ หนึ่งนั่งอยู่ที่แถวหน้าของหอประชุม ใช่ ผู้อำนวยการโรงเรียนของผมนั่นเอง เขาแวะมาหาผมที่หลังเวที แสดงความยินดี และกล่าวกับผมว่า “ถ้าวันนั้น เธอเชื่อฟังครู เธอก็คงจะไม่มีวันนี้ สินะ”&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ทางด้านดนตรี ดังนั้นหากมีใครถามผมว่า&lt;br /&gt;“คุณจะเป็นอะไร หากคุณไม่ได้เป็นนักดนตรีร็อกที่ประสบความสำเร็จ”&lt;br /&gt;ผมจะตอบว่า “ผมก็จะเป็นนักดนตรีร็อกที่ไม่ประสบความสำเร็จน่ะสิ”&lt;br /&gt;แล้วคุณล่ะ ถ้าวันนี้คุณไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณเป็นอยู่ คิดว่าคุณจะเป็นอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/0uWtDfdesT/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/0uWtDfdesT/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;e-mail : &lt;a href="mailto:sedthasit@msn.com"&gt;sedthasit@msn.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113471191014837532?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113471191014837532/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113471191014837532' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113471191014837532'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113471191014837532'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/12/blog-post_16.html' title='“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113453407936289514</id><published>2005-12-14T11:17:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T14:30:22.341+07:00</updated><title type='text'>เบนนี่ ฮิลล์ คนที่ “น่าเป็น” ที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/BennyHill.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/BennyHill.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;“หากเราสามารถนำเอาเสียงหัวเราะมาสังเคราะห์เป็นยาได้ โลกจะมียาที่สามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด ตั้งแต่โรคซึมเศร้าไปจนถึงโรคหัวใจเลยทีเดียว” การหัวเราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ให้กับร่างกาย ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่จัดการกับสิ่งแปลกปลอมที่แอบซ่อนเข้ามาในร่างกาย ดังนั้นคนที่มีอารมณ์ขัน คนที่ได้หัวเราะบ่อย ๆ จึงไม่ค่อยเจ็บป่วย ร่างกายแข็งแรง หัวใจสดชื่น ที่สำคัญช่วยชะลอความแก่ให้อีกซะด้วย ในอเมริกา แคนาดา อังกฤษและอีกหลาย ๆ ประเทศเริ่มทดลองที่จะรักษาผู้ป่วยด้วยการหัวเราะแทนการรักษาด้วยยา แม้ว่าเสียงหัวเราะจะมีประโยชน์&lt;br /&gt;แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจจะเป็นอันตรายได้ ในยุคกลางเคยใช้วิธีจั๊กกะจี้เป็นเครื่องมือในการทรมานนักโทษมาก่อน&lt;br /&gt;จำได้ว่าเด็ก ๆ นั้นครองความเป็นจ้าวแห่งเสียงหัวเราะ จากนั้นโอกาสหัวเราะก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ในแต่ละวันแทบจะไม่มีเสียงหัวเราะออกมาเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ตัวเลขที่ต้องดูแล ยอดขายที่ต้องผลักดัน ชีวิตต้องเดินไปในสังคมที่อุดมไปด้วยการแข่งขัน ทุกอย่างรีบไปหมด กลับถึงบ้านก็หลับเป็นตาย น่าเสียดายที่เราโตขึ้นมาในโลกที่จริงจังเกินไป โอกาสหัวเราะมีไม่มากในแต่ละวัน มันคงจะดีขึ้นถ้าเราลองหัดกลับไปทำตัวเป็นเด็กบ้าง สนุกกับชีวิตให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แม้ในเวลาสั้น ๆ มันก็น่าจะทำให้ดีขึ้นบ้าง หยุดเครียด หยุดจริงจังกับชีวิต ปล่อยวางอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง แล้วเพิ่มอารมณ์ขันให้กับตัวเองวันละนิด ลองสังเกตเพื่อน ๆ หรือคนใกล้ตัวดู คนที่มีอารมณ์ขันมักจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ ใคร ๆ ก็หลงใหลและอยากใกล้ชิดอยากพูดคุย ต่อให้เจ้าคารมก็แพ้อารมณ์ขัน ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ร่ำรวยอารมณ์ขันมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนที่จริงจัง พรุ่งนี้หลังจบการประชุมลองจับกลุ่มแลกเปลี่ยนเล่าเรื่องขำขันสู่กันฟังในหมู่เพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นเรื่องขำขันน่ารัก ๆ หรือเรื่องทะลึ่ง ทะเล้น ไปจนถึงลามกก็คงจะช่วยให้กระชุ่มกระชวยได้บ้าง&lt;br /&gt;พูดถึงอารมณ์ขันแบบทะลึ่งทะเล้น เบนนี่ ฮิลล์ โชว์ รายการทีวีในช่วงปี 70-80 เป็นรายการตลกที่โด่งดังไปกว่า100ประเทศทั่วโลก ผมยังจำได้ถึงเสียงหัวเราะของตัวเองและพี่ชายในวันที่เรานั่งดูเบนนี่ ฮิลล์ บางครั้งหัวเราะกันจนน้ำหูน้ำตาไหล องค์ประกอบต่าง ๆ ในรายการ เรียกเสียงหัวเราะได้อย่างไม่หยุดหย่อน มุขทะลึ่ง ๆ และใบหน้าที่ทะเล้น ดูกรุ่มกริ่ม ของเบนนี่นั้น มันช่างกวนเบื้องล่างแต่ก็น่ารักน่าชังในเวลาเดียวกัน องค์ประกอบทุกอย่างที่เบนนี่นำมาใส่ในรายการมันเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวละครจนถึงเพลงประกอบ ซึ่งเพลง “Ernie(The Fastest Milk cart In The West)” ของเขาเคยขึ้นไปอยู่ถึงอันดับต้น ๆ ในชาร์ตของอังกฤษในปี 1971 อีกอย่างที่ผมชอบมากและคอยดูอยู่ทุกตอนก็คือเหล่าบรรดานางฟ้าของเบนนี่ ในชุดน้อยชิ้นวิ่งหนีการไล่ตามของเฒ่าหัวงู(บางทีก็หัวล้าน)ด้วยสปีดที่เร็วผิดปกติซึ่งเข้ากับดนตรีที่ให้ความรู้สึกสัปดนนิด ๆ ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นช่วงทีเด็ดของรายการ ทำให้รายการโด่งดังและจดจำได้อย่างไม่มีวันลืม จะว่าลามก มันก็ไม่ใช่ เอาเป็นว่าข้อหาหนักสุดก็น่าจะแค่ทะลึ่งถึงสัปดน&lt;br /&gt;เบนนี่ ฮิลล์ โชว์ ถือกำเนิดขึ้นในปี 1955 จากนั้นมาทั่วโลกก็คุ้นและขำกับตลก”หน้าเป็น” คนนี้&lt;br /&gt;เบนนี่ เสียชีวิตโดยลำพังภายในห้องพัก ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ในเดือนเมษายน ปี 1992 ด้วยวัย 68 ปี เหลือทิ้งไว้เพียงทรัพย์สินมูลค่า 10 ล้านปอนด์ ตลอดชีวิตไม่เคยมีรถยนต์ส่วนตัวแม้สักคัน และไม่เคยมีภรรยาแม้สักคน เข้าใจว่าเบนนี่คงใช้ชีวิตแบบคุ้มที่สุด ความจริงความดังระดับเขาน่าจะมีเงินสะสมมากกว่านั้น แต่เขาคงไม่ได้สนใจ ไม่ได้ใช้ชีวิตไปตามขนบความคิดของสังคม เขาคงมีความสุขกับการสร้างเสียงหัวเราะ เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้ เขาจึงไม่ยอมแต่งงาน เพราะการที่จะดำเนินชีวิตในแบบที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ การเดินคนเดียวคือทางออก เมื่อชีวิตหยุดทุกอย่างก็จบ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ไม่ต้องมีคนมาโศกเศร้า ซึ่งเบนนี่อาจจะไม่ต้องการ สิ่งที่เขาต้องการอาจเป็นเพียงแค่เสียงหัวเราะที่ดังไปทั้งโลกเท่านั้น และมันก็เป็นเช่นนั้น แม้ในวันที่เขาได้หยุดหัวเราะไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/KrV4BBYZ2s/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/KrV4BBYZ2s/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;e-mail : sedthasit@msn.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113453407936289514?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113453407936289514/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113453407936289514' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113453407936289514'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113453407936289514'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/12/blog-post_14.html' title='เบนนี่ ฮิลล์ คนที่ “น่าเป็น” ที่สุดในโลก'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113440691926751061</id><published>2005-12-12T23:58:00.000+07:00</published><updated>2005-12-13T00:01:59.276+07:00</updated><title type='text'>“ผมไม่ใช่ฮีโร่ ผมมันก็แค่ผู้ชายธรรมดา ๆคนหนึ่ง”</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/kung%20fu.2.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/kung%20fu.2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วันหยุดเป็นวันที่ใครหลาย ๆ คนไม่ชอบที่จะออกไปข้างนอก อาจจะเป็นเพราะเบื่อหน่ายกับการจราจร เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางตลอดสัปดาห์ เมื่อวันหยุดมาถึงการนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่กับบ้านจึงเป็นวิธีการพักผ่อนที่ดูจะเหมาะสมที่สุดในยุคนี้ ทีวีจึงเป็นอุปกรณ์เพื่อการพักผ่อนในวันหยุดที่สุดประหยัด เอนหลังสบาย ๆในมือถือรีโมท เลือกรายการโปรดที่ชอบ รายการนี้ไม่ชอบก็กดไปช่องอื่น ช่องนี้น่าเบื่อก็เลื่อนไปอีกช่อง มีถึง 6ช่องให้เลือก บ้านไหนมีฐานะขึ้นมาหน่อยและอยากตามกระแสเมืองนอกให้ทันก็ยอมจ่ายรายเดือนกับเคเบิ้ลทีวี เพิ่มมาได้อีกยี่สิบสามสิบช่อง เลือกดูกันได้ตามรสนิยม&lt;br /&gt;วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องออกไปไหน ผมใช้เวลาพักผ่อน นอนอยู่กับบ้าน เปิดทีวีดูไปเรื่อย เปลี่ยนช่องไปเรื่อย และแน่นอนครับที่บ้านผมมีเคเบิ้ลเพราะเบื่อรายการจากช่องปกติ จึงยอมควักสตางค์เพื่อบางอย่างที่แตกต่างออกไป แต่ในวันนั้น มันโชคร้ายหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ผมกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปจนครบทุกช่อง ก็ยังไม่เจออะไรที่ตัวเองอยากดูสักที ช่องที่เป็นสาระก็เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่าหนักไปสำหรับวันหยุดสบาย ๆ วันนี้ ส่วนช่องบันเทิงก็เป็นบันเทิงเชิงการตลาดจนดูคล้าย ๆ กัน นั่นเป็นเพราะมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันหมด สุดท้ายผมไปหยุดพักอยู่ที่ช่องกีฬา เป็นเทปบันทึกการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ของคืนวาน(เสาร์) ดูอยู่สักพักก็เบื่อเพราะผมรู้ผลของคู่นี้แล้ว ทีนี้จะเอาอย่างไรดี วันหยุดทั้งทีไม่มีอะไรให้ดูเลยหรือนี่ สุดท้ายก็ต้องไปพึ่ง&lt;br /&gt;ดีวีดีที่ซื้อไว้แต่ยังไม่มีเวลาดู ไล่เรียงดูชื่อเรื่องก็ไปสะดุดกับเรื่อง kill bill เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตอนซื้อมานั้นอยากดูมาก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้แกะพลาสติกเลย อย่างน้อยวันหยุดวันนี้ผมมีอะไรทำแล้ว จากนั้นผมก็ได้ดูการตามล่าตามฆ่าบิล (แสดงโดยเดวิด คาราดีน) แล้วนายบิลคนนี้แหละที่ทำให้ผมหวนรำลึกถึงหนังทีวีที่ผมเคยติดมาก ๆ สมัยวัยรุ่น ซึ่งมีนายบิลคนนี้แสดงนำ&lt;br /&gt;กังฟู (Kung Fu)เป็นหนังทีวีที่สร้างขึ้นในปี 1972 โดยบริษัทวอร์เนอร์ บราเดอร์ เทเลวิชั่น เดวิด คาราดีน รับบทเป็น ไคว ชาง เคน เด็กกำพร้าอเมริกันที่ได้เข้าไปศึกษาวิชากังฟูที่วัดเส้าหลินตั้งแต่เด็ก ๆ จากนั้นต้องหลบหนีทางการจีนออกมาเพราะไปฆ่าหลานชายของจักพรรดิ์จีนเข้าให้แม้จะโดยอุบัติเหตุ เคนต้องหลบหนีสู่อเมริกาเพื่อหนีการตามล่าของทางการ และถือเป็นการเดินทางเพื่อตามหาพี่ชายไปด้วย การเดินทางเข้าสู่ดินแดนตะวันตกทำให้เขาต้องพบเจอกับพวกเหล่าร้าย เคนมีเพียงวิชากังฟูที่ติดตัวมา เขาใช้เพียงมือที่กร้านกับหัวใจที่แกร่งต่อสู้ เมื่ออยู่ท่ามกลางควันปืนแห่งทุ่งตะวันตก เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบ ๆ แต่มันทรงพลังอย่างยิ่ง เต็มไปด้วยปรัชญาและวิถีแห่งตะวันออกซึ่งในเวลานั้น ผมถือว่าผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หยิบประเด็นความแตกต่างของวิถีตะวันตกและตะวันออก มาพบกันและสร้างสรรค์งานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ที่สำคัญมันสอดแทรกปรัชญาการดำเนินชีวิตไว้ได้อย่างแนบเนียน จะดูเอาสาระก็ได้ จะดูเอาบันเทิงก็มี ผิดกับหนังหรือละครซึ่งออกอากาศทางทีวีทุกวันนี้ที่อาจจะขาดทัศนคติหรือมุมความคิดที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในสังคมโดยมุ่งไปที่ผลกำไรเป็นหลักเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝรั่งเรียนกังฟูดูเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับผมและน่าจะสำหรับหลาย ๆ คนในวันนั้น เมื่อหนังออกอากาศ เดวิด คาราดีนก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล เอมมีในฐานะนักแสดงนำยอดเยี่ยม แม้ว่า บรู๊ซ ลี จะเป็นคนแรกที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้รับบท ไคว เชง เคน แต่เมื่อที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติทุกคนเห็นว่าผู้ชมอเมริกาอาจจะยังไม่พร้อมในการยอมรับดารานำแสดงที่เป็นคนจีน แม้ว่า บรู๊ซ ลี จะเคยรับบท “เคโต้”ผู้ช่วยของหน้ากากแตนในทีวีซีรีส์ เรื่อง The Green Hornet (หน้ากากแตนอาละวาด) ซึ่งออกอากาศไปก่อนหน้านี้ในปี 1966&lt;br /&gt;แม้ว่าเรทติ้งของ กังฟู จะอยู่ในความนิยมอย่างสูงต่อเนื่องมาจนถึงซีซันที่ 3 แต่วอร์เนอร์ก็ต้องปล่อยให้จบชุดลงไป นั่นเป็นเพราะพระเอกของเราขอยุติการแสดง ด้วยเหตุผลที่ตนได้รับบาดเจ็บตลอดเวลาในขณะถ่ายทำ การหยุดตัวเองแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าประชาชนกำลังต้อนรับเขาอย่างมากมาย ต้องเรียกว่าพระเอกกังฟูนั้น “รู้จักพอ” ไม่รอให้เรทติ้งตกซะก่อน&lt;br /&gt;“ผมไม่ใช่ฮีโร่ ผมมันก็แค่ผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง” ไคว เชง เคน กล่าวทิ้งท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;br /&gt;e-mail:sedthasit@msn.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113440691926751061?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113440691926751061/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113440691926751061' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113440691926751061'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113440691926751061'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/12/blog-post.html' title='“ผมไม่ใช่ฮีโร่ ผมมันก็แค่ผู้ชายธรรมดา ๆคนหนึ่ง”'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113281754615957902</id><published>2005-11-24T14:27:00.000+07:00</published><updated>2005-11-24T14:32:26.163+07:00</updated><title type='text'>คนไทยบนเรือไททานิค:ความทรงจำที่ไม่มีวันจม</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/caldwell_fam.3.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/caldwell_fam.2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/caldwell.3.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/caldwell.1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;“บ้านของคุณอยู่ที่ไหน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สำหรับตอนนี้ บ้านของผมก็คือ เรือไททานิค&lt;br /&gt;หลังจากนั้น ก็แล้วแต่พระเจ้า&lt;br /&gt;ผมมาอยู่บนเรือลำนี้ได้เพราะเล่นไพ่ชนะ&lt;br /&gt;ช่างโชคดีจริง ๆ&lt;br /&gt;ชีวิตคือเกมส์แห่งโชค”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณพอใจที่จะมีชีวิตอยู่โดยไร้อนาคตงั้นหรือ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“...ใช่ครับ , ผมมีสิ่งที่ผมต้องการอยู่กับตัว&lt;br /&gt;ผมมีอากาศสำหรับหายใจ มีกระดาษเปล่าสำหรับวาดภาพ&lt;br /&gt;ผมรักที่จะตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอกับอะไร&lt;br /&gt;จะกินอะไร จะนอนที่ไหน&lt;br /&gt;คืนก่อนผมยังนอนอยู่ใต้สะพาน&lt;br /&gt;คืนนี้ได้มานอนบนเรือที่ยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;ดื่มเหล้ากับพวกผู้ดี&lt;br /&gt;ชีวิตคือของขวัญ อย่าเสียเวลาเปล่า ๆ&lt;br /&gt;เพราะเราไม่รู้ว่าไพ่ในมือจะขึ้นมาแบบไหน&lt;br /&gt;ต้องพร้อมเผชิญกับชีวิตให้ได้ทุกรูปแบบ&lt;br /&gt;.......ทำแต่ละวันให้มีค่าที่สุด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสนทนาบนโต๊ะอาหารระหว่างพวกผู้ดีกับแจ็ค ดอร์สัน หนุ่มพเนจรซึ่งโชคดีได้ตั๋วขึ้นเรือมาจากการเล่นไพ่ ในค่ำคืนสุดท้าย 14เมษายน 2455 ก่อนที่เรือไททานิคจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่ว่าแจ็ค ดอร์สันจะมีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเขาเป็นแค่เพียงบุคคลในจินตนาการที่เจมส์ คาเมรอนผู้เขียนบทภาพยนตร์สร้างขึ้นมา หากแต่ว่าคนแบบแจ็คนั้นมีตัวจริงแน่นอนบนโลกใบนี้ ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งที่ดูผมรู้สึกซาบซึ้งและทุกครั้งจะรู้สึกอินไปกับเหตุการณ์ แม้เรือลำนี้จะจมลงไปนับถึงวันนี้ก็เกือบจะ 100ปีแล้วก็ตาม&lt;br /&gt;ต้องยอมรับว่าผมมาหลงเสน่ห์เรือลำนี้เข้าก็ตอนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย จากนั้นก็เริ่มออกสำรวจทุกอย่างเกี่ยวกับเรือลำนี้ เมื่อเริ่มต้นสำรวจผมอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองทำไปเพราะอะไร รู้แต่เพียงว่าตัวเองรู้สึกผูกพันอย่างมาก สิ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ แม้จะรู้ว่าเป็นการเขียนบทขึ้นมา แต่ทุกครั้งที่หยิบดีวีดีขึ้นมาดู เหมือนตัวเองได้หลุดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์คืนนั้น แล้วก็คิดต่อเอาเองว่าไม่แน่ มันอาจจะมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ๆ ก็ได้ เพราะตั้งแต่ไททานิคจมลง นอกจากจะทิ้งเรื่องราวและข้อมูลส่วนหนึ่งให้คนรุ่นหลังสามารถติดตามความจริงออกมาได้ แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังเป็นความลับที่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ ช่องว่างตรงนี้จึงเป็นโอกาสให้นักจินตนาการได้วาดฝันใส่ลงไป ผมเองยังเคยคิดเอาเองเล่น ๆ เลยว่า เรือยักษ์ลำแรกของโลกในวันนั้นกับการเดินทางครั้งแรกของเธอทำไมไม่มีคนไทยอยู่ในเรือลำนั้นเลยเชียวหรือ ผมอยากให้มีคนไทยอยากให้มีตัวแทนคนไทยสักคนได้มีโอกาสร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ผมพยายามสืบเสาะหารายชื่อผู้รอดตาย ผู้สูญหายที่อาจจะเป็นคนไทย แต่ก็ไม่พบ ครั้นจะฟันธงว่าไม่มี ก็ยังไม่ยุติธรรมเพราะมีร่างที่ไม่สามารถระบุได้ถึงที่มาที่ไปอยู่อีกมาก และร่างที่สูญหายไปกลางทะเลอีก อย่างไรก็ตามแม้การเดินทางสำรวจเรื่อไททานิคของผมจะไปสามารถค้นพบคนไทยในตอนนี้แต่แล้ววันหนึ่งผมก็เจอเข้ากับใครบางคนที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยและอยู่บนเรือไททานิคในคืนนั้น ผมเจอผู้รอดชีวิตสามคนพ่อแม่ลูก ครอบครัวคลาด์เวลล์ (Caldwell) Mr. Albert F. Caldwell ,Mrs.Sylvia Mae Cladwell และบุตรชาย Alden Gates Caldwell ซึ่งถือกำเนิดในกรุงเทพฯเวลานั้นมีอายุเพียง 1 ปี อัลเบิร์ตและซิลเวียเป็นครูทั้งคู่สอนอยู่ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ทั้งสามเดินทางกลับบ้านเกิดในเดือนเมษายน 2455 สำหรับผมเด็กชายอัลเด็น คลาด์เวลล์ น่าจะนับว่าเป็นคนไทยได้หรือเปล่า เพราะเกิดในแผ่นดินไทย เสียดายที่ว่าในประวัติซึ่งนายอัลเบิร์ต คลาด์เวลล์เขียนเล่าไว้ภายหลังว่า ตอนที่ลูกชายเขาเกิด กงสุลอเมริกันยังไม่สามารถจดทะเบียนการเกิดให้กับลูกชายได้&lt;br /&gt;อัลเบิร์ตยังเขียนเล่าต่อไปอีกว่าพวกเขาเดินทางออกจากประเทศไทยและในขณะอยู่ที่ยุโรป ได้เห็นป้ายโฆษณาของบริษัทไวท์สตาร์ เกี่ยวกับการเดินทางเที่ยวแรกของเรือไททานิค เรือที่ใหญ่ยักษ์ที่สุดในวันนั้น เรื่อที่ได้ชื่อว่าไม่มีวันจม เขาเล่าว่า เขาเห็นโฆษณาที่โรงแรมแต่ไม่สามารถที่จะซื้อตั๋วได้ เขาจะต้องเดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อซื้อตั๋ว แต่ตั๋วก็เต็มหมด เขาต้องรอว่าจะมีใครยกเลิกตั๋วเดินทางเที่ยวนี้บ้างหรือไม่ ในที่สุดพวกเขาได้ตั๋วชั้น 2และขึ้นเรือที่ท่าเรือเซาท์แธมป์ตันจนได้ โดยไม่รู้หรือไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยว่าไพ่ในมือของเขานั้นจะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;14เม.ย. 2455 เวลาประมาณ 23.40น. เรือไททานิคชนภูเขาน้ำแข็ง&lt;br /&gt;15เม.ย.2455 เวลาประมาณ 2.20น. ใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมง40นาที&lt;br /&gt;ไททานิคจมลงสู่ก้นทะเล&lt;br /&gt;แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 160นาทีนั้น ยังคงมีเสน่ห์ชวนค้นหาตลอดมา จนถึงวันนี้ก็ 93ปี&lt;br /&gt;ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เกิดขึ้นหลังจากที่เรือจมลง วันหลังมีโอกาสจะนำมาเล่าต่อ&lt;br /&gt;ขออนุญาตปิดคอลัมน์นี้ด้วยบทพูดท้ายสุดของภาพยนตร์ไททานิค ซึ่งกล่าวโดยหัวหน้านักสำรวจ&lt;br /&gt;“ 3 ปีที่ผมเฝ้าคิดถึงแต่ไททานิค แต่ไม่เคยเข้าใจเลย ไม่เคยเข้าถึงอย่างถ่องแท้เลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศ.เศรษฐสิทธิ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113281754615957902?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113281754615957902/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113281754615957902' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113281754615957902'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113281754615957902'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/11/blog-post_113281754615957902.html' title='คนไทยบนเรือไททานิค:ความทรงจำที่ไม่มีวันจม'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113277261366694016</id><published>2005-11-24T01:55:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T14:53:10.402+07:00</updated><title type='text'>ขั้นตอนการผลิตเพลงฮิต</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/soul_of_the_kung_fu_fig.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/soul_of_the_kung_fu_fig.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาราโอเกะ ผมถือเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่จะชี้ชัดและวัดความดังและความฮิตของเพลง ไม่ว่าเพลงนั้นจะเป็นเพลงเก่า หรือเพลงใหม่&lt;br /&gt;หากถูกใครนำมาขับร้องต้องนับว่าเพลง ๆ นั้นก็เป็นเพลงฮิต อย่างน้อยก็สำหรับคน ๆ นั้น ทุกวันนี้หากอยากรู้ว่าเพลงไหนดัง&lt;br /&gt;ผมก็จะเข้าไปฟังคนร้องคาราโอเกะ ก่อนหน้านั้นอาจจะวัดไม่ได้ทันเวลานักเพราะแผ่นคาราโอเกะมักจะออกมาช้าล้าหลังกว่าอัลบั้ม&lt;br /&gt;กว่าจะได้ร้องคาราโอเกะก็ต้องอย่างน้อยสองถึงสามเดือน แต่สมัยนี้ค่ายเพลงเขาเรียกว่าออกแผ่นคาราโอเกะมาพร้อม ๆ กันกับอัลบั้มเลยทีเดียว&lt;br /&gt;เพลงฮิตติดปากที่เราได้ฟังได้ยินร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ทราบไหมครับว่ากว่าจะออกมาเป็นเพลงฟังเพราะ ๆ ไม่เกินสี่นาทีนี่&lt;br /&gt;เขาทำงานกันเป็นเดือน ๆ ทีเดียว แล้วขั้นตอนในการทำก็ไม่ใช่ง่าย ใช้ทีมงานเรียกว่าระดับมืออาชีพ ยิ่งศิลปินตัวใหญ่ ยิ่งทำยาก คิดมากเพิ่มเป็นเท่าตัว&lt;br /&gt;ขั้นตอนในการผลิตเพลงให้ศิลปินสักคน หากเราตัดขั้นตอนในการสืบเสาะ ค้นหาศิลปินซึ่งก็เป็นขั้นตอนที่ยากเย็นและต้องใช้ความสามารถและ&lt;br /&gt;สายตาในการค้นหา หากเลือกมาถูกมันก็ทำให้งานขั้นตอนต่อ ๆ ไปง่ายขึ้น สมมติเราได้ศิลปินมาแล้ว ทีมงานแต่งเพลงก็จะมานั่งประชุม&lt;br /&gt;หาแนวทางของเพลงว่านักร้องคนที่เลือกมานี้ มีบุคลิกและความชอบในตัวเพลงประเภทใด เพลงป็อป เพลงร็อค ป็อปร็อค, แดนซ์ ,ฮิพฮอพ&lt;br /&gt;หรือเพลงฟังสบาย ๆ การวางแนวเพลงตรงนี้อาจจะไม่ยากเท่าไรนักเพราะโดยปกติแล้วก็สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่านายคนนี้หรือน้องคนนี้เหมาะที่จะร้องเพลงแนวไหน จากนั้นโปรดิวส์เซอร์ซึ่งเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในขั้นตอนแต่งเพลงก็จะสั่งการให้ทีมงานไปแต่งเพลงกันมาโดยอยู่บนแนวทางของเพลงที่เลือกกันไว้แล้ว โดยทีมดนตรีก็จะแยกย้ายไปแต่งทำนองมาก่อน จากนั้นก็จะนำมาเข้าที่ประชุมเพื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ว่าทำนองที่แต่งมานั้นใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ หากใช้ได้ก็จะถูกส่งผ่านไปยังทีมงานแต่งเนื้อร้อง ซึ่งจะมีหน้าที่หาคำ หาเรื่องราว และใส่ลงไปในทำนองที่เลือกแล้วให้ได้อย่างลงตัว ซึ่งงานตรงนี้นับว่ายากมาก ยากกว่าเพลงฝรั่งอีก เพราะภาษาไทยเรามีเสียงวรรณยุกต์ แต่ภาษาอังกฤษนั้นไม่มีจึงสามารถใส่คำลงไปได้ในทุกเสียงโน้ต แต่ภาษาไทยทำไม่ได้ เพราะอาจจะทำให้ความหมายผิดไปและฟังพิกล บางคนเรียกว่าโกงโน้ต เมื่อได้เนื้อร้องมาก็เอามาเข้าที่ประชุม(อีกแล้ว) พร้อมเนื้อที่พิมพ์มาแจกจ่ายให้ครบทุกคนในที่ประชุม แล้วทุกคนก็เริ่มวิเคราะห์และวิจารณ์(เหมือนเดิม) เมื่อพอใจก็นำไปให้นักร้องเข้าห้องอัดร้องออกมา แล้วก็นำมาเข้าที่ประชุมเพื่อวิเคราะห์และวิจารณ์(อีก) นั่นคือขั้นตอนคร่าวๆ ในการผลิตเพลง ความยากของการทำงานแบบนี้ก็คือการชั่งน้ำหนักระหว่างความเป็นงานศิลปะหรือว่าพาณิชย์ว่าน้ำหนักจะไปตกอยู่ตรงไหน และเนื่องจากการสร้างเพลงเป็นงานศิลปะ ความถูกผิดมันจึงไม่ชัดเหมือนงานบัญชีหรืองานตัวเลขซึ่งผิดหรือถูกจะชัดเจนกว่า ดังนั้นบนเส้นทางการสร้างนักร้องและสร้างเพลงฮิตขึ้นมาจึงเต็มไปด้วยสงครามแห่งอัตตา เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรจะถูก อะไรจะผิด จนกว่าเพลง ๆ นั้นจะถูกออกอากาศและเดินทางไปสู่หูผู้ฟัง บางเพลงอาจจะเข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวา แต่ว่าบางเพลงอาจจะเลี้ยวลงไปอยู่ในใจคนฟังและฝังอยู่ในนั้นไปตลอดกาลก็ได้ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ด้วยธรรมชาติการทำงานที่ต้องอยู่บนเงื่อนไขดังกล่าวทำให้มันกลายเป็นธุรกิจเพื่อความบันเทิงที่คนทำงานนั้นไม่ได้อยู่ในบรรยากาศที่บันเทิงเลย&lt;br /&gt;แต่เพลงฮิตบางครั้งมันก็มาของมันเอง หากใครที่อายุสามสิบขึ้นคงจะรู้จักเพลงฝรั่ง Kung Fu Fighting เพลงฮิตที่ดังมากในเมืองไทยในช่วงปี 1974-75 เพลงนี้ร้องโดยคาร์ล ดักลาส (Carl Douglas) อยู่ในอันดับ 1 ของ Billboard ในเดือนธันวาคม 1974 ที่บ้านเราในช่วงนั้นทุกไนท์คลับจะต้องเล่นเพลงนี้ รายการวิทยุเพลงสากลเปิดกันสนั่นเมือง เกี่ยวกับที่มาของเพลงก็มีอยู่ว่า ฤดูใบไม้ผลิปี 1974 บิดดู (Biddu) โปรดิวส์เซอร์ชาวอินเดียซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน กำลังมองหานักร้องที่จะมาบันทึกเสียงในเพลงซึ่งแต่งโดยลาร์ลี่ ไวส์ (Lary weiss) เจ้าของเพลงดังอย่าง Rhinestone Cowboy&lt;br /&gt;แล้วบิดดู ก็นึกถึงนักร้องคนหนึ่งซึ่งเคยมาร้องเพลงประกอบหนังที่เขาเป็นคนแต่งเมื่อสองปีก่อนเขาคือ&lt;br /&gt;คาร์ล ดักกลาส&lt;br /&gt;“นายจะเอาอะไร ฉันให้ทุกอย่างเลย” บิดดูโทรไปหาคาร์ล&lt;br /&gt;แล้วคาร์ลก็ตกลงที่จะมาร้องให้ เพลงของไวซ์นั้นเป็นซิงเกิ้ลที่จะบรรจุไว้ในหน้า A แล้วเพลงหน้า B ล่ะ&lt;br /&gt;บิดดู ถามคาร์ลว่ามีเพลงที่คาร์ล แต่งทิ้งไว้บ้างไหม&lt;br /&gt;คาร์ลหยิบเนื้อเพลงที่เขาแต่งไว้ขึ้นมา 4-5 เพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง Kung Fu Fighting&lt;br /&gt;บิดดูชอบ แล้วก็ลงมือแต่งทำนองเดี๋ยวนั้นทันที ไม่มีอะไรต้องซีเรียส ไม่มีอะไรต้องวิเคราะห์&lt;br /&gt;และด้วยเวลาเพียงสิบนาทีที่เหลือในสตูดิโอ เพลง Kung Fu Fighting ก็เสร็จออกมา บิดดู บอกว่า ”เราใส่เสียง hoo! Haa! เหมือนคนกำลังคาราเต้กัน มันสนุกมาก”&lt;br /&gt;Kung Fu Fighting ขึ้นอันดันดับหนึ่งทั่วโลก ด้วยจำนวนแผ่นที่ขายไปได้ทั้งหมดเก้าล้านแผ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/1pRu2BAgoj/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/1pRu2BAgoj/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113277261366694016?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113277261366694016/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113277261366694016' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113277261366694016'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113277261366694016'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/11/blog-post_23.html' title='ขั้นตอนการผลิตเพลงฮิต'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-113138316294805457</id><published>2005-11-07T23:53:00.000+07:00</published><updated>2008-01-11T14:57:33.738+07:00</updated><title type='text'>ชื่อดีเป็นศรีแก่ตัว ชื่อมั่วบางทีก็ชัวร์ดี</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/10cc.1.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/10cc.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/photo17.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/photo17.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ชื่อ” มีอิทธิพลต่อดวงชะตาของผู้เป็นเจ้าของชื่อหรือไม่ คำถามนี้ไม่เคยอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผมมาโดยตลอดสี่สิบกว่าปี จนมาระยะหลัง ๆ เมื่อเห็นเพื่อนฝูงบางคนเริ่มเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียง ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก คงเป็นเพราะความวุ่นวายในชีวิตประจำวันส่วนตัวกระมัง เลยไม่ทันได้ไปคิดถึงเรื่องนอกตัว สิ่งหนึ่งที่มากระทบหยักสมองของผมก็ตอนที่ได้เห็นรายชื่อของเด็กนักเรียนเพื่อนร่วมชั้นของลูกชาย เกือบทุกคนเรียกว่าแปดสิบ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์มีชื่อที่ผมอ่านแล้วรู้สึกไม่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก การสะกด การออกเสียง ผมว่ามันยากกว่าชื่อสมัยที่พ่อแม่ของผมตั้งกัน ชื่อที่คุ้น ๆ เคย ๆ อย่างสมศักดิ์ สมชาย วิทยา จารุณี วราภรณ์&lt;br /&gt;สมศรี อะไรแบบนี้ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมตั้งกันสักเท่าไรแล้ว แต่จะเป็นชื่อที่อ่านแล้วรู้สึกว่าเลอเลิศ ไพเราะ และมีความหมายที่ดีเกือบจะทั้งสิ้น แต่สะกดยาก เรียกว่าเมื่อคุณถามเขาว่าชื่ออะไร เมื่อเขาตอบกลับมา รับรองว่าคุณจะต้องมีคำถามต่อไปว่า สะกดอย่างไรครับอย่างแน่นอน ทำให้นึกย้อนภาพกลับไปสมัยที่ผมยังทำงานเป็น ครีเอทีฟอยู่ที่แกรมมีก็มีพี่โปรดิวส์เซอร์คนหนึ่งแกเปลี่ยนชื่อเมื่ออายุผมเดา ๆ ว่าน่าจะประมาณเกือบ ๆ 50ปี ทั้งชื่อเล่น ชื่อจริง เหตุผลใดนั้น ก็ไม่เคยได้คุยกับแกตรง ๆ สักที แต่ที่ได้ยินมาก็เป็นเรื่องของดวงชะตา เหมือนว่าชื่อไม่เป็นสิริมงคลกับตัวประมาณนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้มีหมอดู ซึ่งเมื่อก่อนก็ดูดวงชะตาจากวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากอะไรประมาณนั้น แต่ระยะหลัง(จะมีมานานแค่ไหนอย่างไรผมก็ไม่แน่ใจ แต่ผมเพิ่งจะรู้ว่ามีเมื่อประมาณต้นปีนี้นี่เอง)&lt;br /&gt;มีการดูดวงชะตาจากชื่อ นามสกุล และให้บริการตั้งชื่อใหม่ เพื่อให้เป็นสิริมงคลต่อไปในภายภาคหน้า และก็เป็นที่นิยมอยู่พอสมควรทีเดียว ผมจับข้อมูลทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วลองคิดเอาเองว่าการที่ชื่อในยุคสมัยนี้เปลี่ยนไปจากสมัยผม อาจจะเป็นเพราะคนเริ่มคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้น ส่วนชื่อจะมีอิทธิพลต่อดวงชะตาของเจ้าของหรือไม่ ไม่มีใครฟันธงได้ แต่เชื่อไว้มันก็ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย (ระยะหลัง ๆ นี่นักธุรกิจดัง ๆ ก็ไปเปลี่ยนเหมือนกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ให้นึกถึงวงดนตรีจากเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ในยุค 70’s ชื่อวงว่า 10CC หากใครที่โตมากับยุคนั้นคงพอจะเคยได้ยินชื่อของวง ๆ นี้บ้าง เพราะมีเพลงดังในบ้านเราตอนนั้นอย่างน้อย ๆ ก็ 2เพลง I’m not in love และ The Thing We Do For Love.&lt;br /&gt;10CC มีสมาชิก 4 คน Graham Gouldman,Eric Stewart,Kevin Godley,และ Lol Crème&lt;br /&gt;ในประเทศอังกฤษ 10CC ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงเพลงของเขาอยู่ในชาร์ตท็อปเท็นอย่างต่อเนื่องโดยตลอดในช่วงระหว่างปี 1972-1978 และสามารถขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ1ใน UK Chart ได้ถึง 3เพลง คือ “Rubber Bullets” ในปี 1973&lt;br /&gt;เพลง “I’m not in love”ในปี 1975&lt;br /&gt;และ “Dearlock Holiday” ในปี 1978&lt;br /&gt;ส่วนเพลง “The things we do for love”ซึ่งเป็นอีกเพลงที่ฮิตในบ้านเราเวลานั้นก็ติดอันดับ 6ใน UK และอันดับ 5 ใน US&lt;br /&gt;นั่นเป็นเรื่อง “ผล” ของ “งาน” ของพวกเขา แต่ที่หยิบวงนี้ขึ้นมา สาเหตุก็เพราะชื่อวงครับ เคยสงสัยตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่ามันมีความหมายอะไรหรือเปล่า รู้สึกแต่ว่าชื่อมันแปลกและโดดเด่นดี ตอนนั้นก็ไม่ได้พยายามหาคำตอบแต่อย่างไร ปล่อยให้ตัวเองสงสัยจนลืม แล้ววันหนึ่งผมได้อ่านหนังสือชื่อ Losing my Virginity เขียนโดย Richard Branson ส่วนหนึ่งของเนื้อในพูดถึงชื่อวง 10CC ว่ามีที่มาอย่างไร เมื่อได้รู้แล้วผมเองพูดไม่ออกบอกไม่ได้เหมือนกันว่าความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้นคืออะไร แปลกใจ ประหลาดใจ ไม่น่าเชื่อ สะใจ หรือทุกอย่างรวมกัน ความหมายมันมาจากไอเดียที่ว่า “ทุกครั้งที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ ปริมาณน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาแต่ละครั้งจะมีปริมาณโดยเฉลี่ย 10ซีซี” สนุกดีไหมล่ะครับ&lt;br /&gt;นี่คือความหมายของชื่อ 10CC วงดนตรีที่โด่งดังวงหนึ่งในยุค 70’s ......คิดต่อเอาเองครับ&lt;br /&gt;&lt;object width="300" height="80"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/eur6U88ZBL/aus=false/"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://media.imeem.com/m/eur6U88ZBL/aus=false/" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="80" wmode="transparent"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-113138316294805457?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/113138316294805457/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=113138316294805457' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113138316294805457'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/113138316294805457'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/11/blog-post_07.html' title='ชื่อดีเป็นศรีแก่ตัว ชื่อมั่วบางทีก็ชัวร์ดี'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-112956886420298391</id><published>2005-10-17T23:57:00.000+07:00</published><updated>2007-05-09T13:19:43.814+07:00</updated><title type='text'>หนังสือแนะนำ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/I-AM-cover.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/I-AM-cover.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;"ไม่ต้องเป็นคนแกรมมี คุณก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างสนุก มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการก่อเกิดศิลปินหลายคนและอัลยั้มดัง ๆ หลายอัลบั้มให้อ่านเป็นกรณีศึกษา(แบบนอกตำรา) ผมคิดว่าบวรศักดิ์ จำปาวัลย์ เป็นคนที่เล่าเรื่องด้วยตัวหนังสือได้มีชีวิตชีวาเอามาก ๆ ระยะหลังไม่ค่อยมีหนังสือที่ผมอ่านแล้ววางไม่ลง แต่เล่มนี้ทำให้ผมออกอาการอย่างนั้น"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;บก. อำนวยการ นิตยสารอะเดย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;i am GRAMMY : เรื่องเล่าเท่าที่จำได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;เขียนโดย บวรศักดิ์ จำปาวัลย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;สำนักพิมพ์ goodbooks&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;ราคา 169 บาท สั่งซื้อโดยตรงลด 20%&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอนเข้าบัญชี สุพรทิพย์ บุลเสฏฐ์  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยสุขุมวิท 101/1 เลขที่บัญชี 145-2-02740-0&lt;br /&gt;และแฟกซ์ใบpay in มาที่ fax 02-743-8035 (ค่าจัดส่งฟรี)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-112956886420298391?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/112956886420298391/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=112956886420298391' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956886420298391'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956886420298391'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/10/blog-post_112956886420298391.html' title='หนังสือแนะนำ'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-112956812779336268</id><published>2005-10-17T23:34:00.000+07:00</published><updated>2007-05-09T13:18:50.906+07:00</updated><title type='text'>หนังสือแนะนำ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/how-to.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/how-to.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;"ถ้าใครบอกว่า หนังสือเล่มนี้ก็แค่หนังสือเกี่ยวกับการเขียนบทภาพยนตร์เล่มหนึ่ง นั่นถือว่าเป็นการสบประมาทคุณค่าของหนังสืออย่างไม่น่าให้อภัย เพราะหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการเขียนบทที่ดี พร้อมข้อแนะนำและกฎกติกาที่เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงสำหรับการเขียนบทละคร นวนิยาย บทโทรทัศน์ และภาพยนตร์ คำนิยมที่ดีที่สุดที่ผมจะให้แก่หนังสือเล่มนี้ได้ คือ ผมอยากให้คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้คือตัวผมเอง"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;                       แสตนลีย์ ราล์ฟ รอส&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;บทภาพยนตร์ :เขียนอย่างไรให้ทำเงิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;How to Write a Selling Screenplay&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;เขียนโดย Christopher Keane&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;แปลโดย มณิศา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา และ ศศิพร หมั่นเจริญลาภ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;สำนักพิมพ์ goodbooks&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;ราคา 300 บาท สั่งซื้อโดยตรงลด 20%&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอนเข้าบัญชี สุพรทิพย์ บุลเสฏฐ์  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยสุขุมวิท 101/1 เลขที่บัญชี 145-2-02740-0&lt;br /&gt;และแฟกซ์ใบpay in มาที่ fax 02-743-8035 (ค่าจัดส่งฟรี)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-112956812779336268?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/112956812779336268/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=112956812779336268' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956812779336268'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956812779336268'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/10/blog-post_112956812779336268.html' title='หนังสือแนะนำ'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-112956663201747999</id><published>2005-10-17T23:15:00.000+07:00</published><updated>2007-05-09T13:17:53.598+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/What-They-Don_t.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/What-They-Don_t.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คุณไม่จำเป็นต้องไปเข้าโรงเรียนสอนทำหนัง หากคุณอยากจะทำหนัง&lt;br /&gt;"สิ่งที่เขาไม่ได้สอนตอนเรียนหนัง" What They Don't Teach You At Film School " เล่มนี้ นำเสนอ 161 กลเม็ดเด็ด ๆ ในการผลิตหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนังประเภทไหนให้คุณได้รู้ ด้วยราคาที่ถูกกว่าค่าเล่าเรียนที่แสนแพงตามสถาบันสอนทั่วไป หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ฝ่าวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ว่าปัญหาเล็กหรือใหญ่ ตั้งแต่ทำอย่างไรจึงจะเขียนบทให้เสร็จได้ หรือทำอย่างไรจึงจะเริ่มต้นเขียนบทได้ไปจนถึงการเจรจากับดารานักแสดงจอมเรื่องมาก คนรักที่ถูกทอดทิ้ง กองถ่ายหัวหมอ เจ้าของสถานที่เจ้าอารมณ์ แม้แต่นักลงทุนจอมฉุนเฉียว หนังสือเล่มนี้จะชี้แนะและให้คำแนะนำพร้อมข้อคิดกับคุณในการจัดการกับเรื่องเหล่านั้นได้อย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ถ้าคุณมีความกล้าบ้าบิ่นที่จะทำหนัง ก็จงซื้อหนังสือนี้กลับบ้านซะ เนื้อหาที่มีทั้งข้อมูลและแรงบันดาลใจในการทำหนังที่ไม่มีสอนในโรงเรียน" Dan Mirvish ผู้ร่วมก่ อตั้งเทศกาลหนัง ซันแดนซ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เขาไม่ได้สอนตอนเรียนหนัง&lt;br /&gt;What They don't Teach You at Film School&lt;br /&gt;เขียนโดย Camille Landau and Tiare White&lt;br /&gt;แปลโดย พิไลลักษณ์ ลาภานันต์ และ เอก ตันเจริญ&lt;br /&gt;สำนักพิมพ์ goodbooks ราคา 300 บาท สั่งซื้อโดยตรง ลด /20%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอนเข้าบัญชี สุพรทิพย์ บุลเสฏฐ์  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยสุขุมวิท 101/1 เลขที่บัญชี 145-2-02740-0&lt;br /&gt;และแฟกซ์ใบpay in มาที่ fax 02-743-8035 (ค่าจัดส่งฟรี)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-112956663201747999?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/112956663201747999/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=112956663201747999' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956663201747999'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956663201747999'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/10/what-they-dont-teach-you-at-film.html' title=''/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-112956476309103353</id><published>2005-10-17T22:39:00.000+07:00</published><updated>2007-05-09T13:15:40.911+07:00</updated><title type='text'>หนังสือแนะนำ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/1600/Secrets.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1166/1727/320/Secrets.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หนังสือที่แนะแนวทางใหม่ในการเขียนบทภาพยนตร์และบทโทรทัศน์ เปิดเผยถึงความลับและเคล็ดลับของนักเขียนบทภาพยนตร์ เพื่อให้คุณสร้างเรื่องของคุณเองลงบนกระดาษได้&lt;br /&gt;คุณทราบหรือไม่ว่าเหตุใดนักแสดงจึงเลือกหยิบบท ๆ หนึ่งออกมาจากกองของบทที่กองสุมกันอยู่เป็นภูเขาเลากา ทำไมโครวสร้างของหนังแบบสามองค์จึงกลายเป็นเรื่องเก่าคร่ำครีไปเสียแล้วในวันนี้ ทอม ลาซาลัสหยิบเรื่องเหล่านี้มาเปิดเผยและอธิบายให้คุณได้รู้อย่างแจ่มชัด&lt;br /&gt;การมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง และเทคนิคต่าง ๆ ของลาซาลัส จะค่อย ๆ ช่วยเสริมและปรับปรุงกระบวนการเขียนบทให้กับนักเขียนบท ช่วยให้บทของคุณน่าสนใจ น่าอ่าน และทำให้ขายได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทอม ลาซาลัส นักเขียนบทภาพยนตร์ซึ่งได้รับการสร้างไปแล้ว 5 เรื่อง รวมทั้งเรื่องที่โด่งดังมากคือ Stigmata เคยเป็นอาจารย์สอนเขียนบทกว่า 10 ปี่ที่มหาวิทยาลัย UCLA ปัจจุบันยังคงเขียนบทภาพยนตร์และกำกับภาพยนตร์อินดี้อยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Secrets of Film Writing เขียนโดย Tom Lazarus&lt;br /&gt;แปลโดย บวรศักดิ์ จำปาวัลย์&lt;br /&gt;สำนักพิมพ์ goodbooks ราคา 300 บาท สั่งซื้อที่สำนักพิมพ์โดยตรงลด 20%&lt;br /&gt;โทร 02 3611362  email &lt;a href="mailto:pom_goodbooks@hotmail.com"&gt;pom_goodbooks@hotmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โอนเข้าบัญชี สุพรทิพย์ บุลเสฏฐ์  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยสุขุมวิท 101/1 เลขที่บัญชี 145-2-02740-0&lt;br /&gt;และแฟกซ์ใบpay in มาที่ fax 02-743-8035 (ค่าจัดส่งฟรี)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-112956476309103353?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/112956476309103353/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=112956476309103353' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956476309103353'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112956476309103353'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/10/blog-post_17.html' title='หนังสือแนะนำ'/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17816125.post-112939840876507941</id><published>2005-10-16T00:46:00.000+07:00</published><updated>2007-05-09T13:23:15.225+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/img/218/8307/640/.jpg"&gt;&lt;img style="BORDER-RIGHT: #000000 1px solid; BORDER-TOP: #000000 1px solid; MARGIN: 2px; BORDER-LEFT: #000000 1px solid; BORDER-BOTTOM: #000000 1px solid" src="http://photos1.blogger.com/img/218/8307/320/.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;The Art of Writing Love Song  หนังสือเล่มล่าสุดจาก goodbooks&lt;br /&gt;ว่าด้วยการเขียนเพลงรัก คำนิยมโดยบอย ตรัย และ วิภว์ บอกอ นิตยสารแฮมเบอร์เกอร์&lt;br /&gt;"หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนวิธีการเขียนเพลงรักแบบสำเร็จรูป แต่เป็นคล้าย ๆ จิตแพทย์ที่นั่งสอบถามนักแต่งเพลงอยู่ข้าง ๆ เตียง&lt;br /&gt;คอยจดว่าพวกเขาคิดอะไรและคิดอย่างไรในตอนที่แต่งเพลงเหล่านั้น"&lt;br /&gt;ราคา 300 บาท สั่งซื้อโดยตรงลด 20%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอนเข้าบัญชี สุพรทิพย์ บุลเสฏฐ์  ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยสุขุมวิท 101/1 เลขที่บัญชี 145-2-02740-0&lt;br /&gt;และแฟกซ์ใบpay in มาที่ fax 02-743-8035 (ค่าจัดส่งฟรี)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17816125-112939840876507941?l=pomgoodbooks.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/feeds/112939840876507941/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17816125&amp;postID=112939840876507941' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112939840876507941'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17816125/posts/default/112939840876507941'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pomgoodbooks.blogspot.com/2005/10/art-of-writing-love-song-goodbooks.html' title=''/><author><name>goodbooks</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17098771176585601954</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://bp2.blogger.com/_4ef6_TPRmAc/R3RyeB2QnyI/AAAAAAAAABQ/Udul6wcKU8U/S220/prmt040+copy.JPG'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
